วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

"ศิลปะ" และ "ดนตรี" สร้างความสุขและพัฒนา "เด็กพิเศษ" ได้


เด็กวันนี้ คือ ผู้ใหญ่วันข้างหน้า
เด็กดีวันนี้ คือ 
ผู้ใหญ่ที่ดีวันข้างหน้า
เด็กมีความบกพร่อง 
พ่อแม่และผู้ปกครองเป็นทุกข์ด้วย
ทุกข์ของเด็ก ก็คือทุกข์ของแผ่นดิน

ใครคือเด็กพิเศษ?
"เด็กพิเศษ" คือเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ (กว่าคนทั่วไป) เช่น 
1. เด็กที่มีปัญหาทางร่างกาย
2. เด็กสมาธิสั้น
3. เด็กดาวน์ซินโดรม
4. เด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้
5. เด็กออทิสติก
6. เด็กพิการทางสมอง
7. เด็กพิการซ้ำซ้อน
8. เด็กปัญญาเลิศ

"เด็กพิเศษ" ในความหมายของวันนี้ คือเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ ดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งวิธีการดูแลเด็กแต่ละกลุ่มก็มีความแตกต่างกัน และจะได้ผลมากน้อยขึ้นกับว่าเด็กแต่ละคนได้รับการค้นพบเร็วหรือช้าด้วย ยิ่งเริ่มต้นดูแล เอาใจใส่ แก้ไขข้อบกพร่องตามวิถีทางที่ถูกต้อง เด็กก็จะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีมากขึ้น 

แม้ว่าเราจะมีวิธีการช่วยเด็กหลายวิธี มีการบำบัดเด็กหลายๆ แบบ 2 อย่างในนั้นก็คือ การใช้เสียงดนตรีและเส้นสีที่สวยงาม คุณทราบไหมว่า ดนตรีและศิลปะ ซึ่งอยู่ใกล้ตัวเรามากๆนี้ เป็นสิ่งที่นำมาช่วยแก้ไขและพัฒนาเด็กพิเศษกลุ่มอาการต่างๆ ได้ในระดับที่น่าพอใจ 

ดนตรี
ช่วยให้เด็กฟัง เกิดการรับรู้ ในสมองเกิดการทำงาน เมื่อทำกิจกรรมดนตรี ก็เกิดการร่วมมือของประสาทส่วนต่างๆ ตากับมือ มือซ้ายกับมือขวา เมื่อเต้นรำ ก็มีการทำงานร่วมกันของขาขวา-ซ้าย-มือขวา- ซ้ายและร่างกายส่วนต่างๆ ดนตรีช่วยให้เด็กรอคอยเป็น และเป็นสิ่งที่สำเร็จได้เร็ว ไม่ต้องรอคอยนาน ถ้าเขาทำเพลง 1 นาทีได้สำเร็จ ก็เป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งแล้ว เด็กพิเศษต่างมีประสบการณ์แห่งความล้มเหลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกเปรียบเทียบกับคนอื่น ดนตรีจึงเป็นกิจกรรมที่จะช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ส่วนงานศิลปะช่วยให้เด็กพิเศษมองเป็น และรู้จักใช้พื้นที่ให้เกิดความสวยงามด้วยเส้นและสี มีความสุขกับการใช้พู่กัน เล่นกับกระดาษ และอุปกรณ์การวาดด้วยเทคนิคต่างๆ เด็กแต่ละคนจะมีโอกาสสร้างงานที่เป็นสไตล์ตัวเอง วันเวลาที่ผ่านไปกับการฝึกฝนด้านศิลปะ ใจของเด็กกล้าหาญขึ้น งานศิลปะช่วยให้เขามีสมาธิทำงานที่นาน ใช้เวลามุ่งมั่นกับงานนั้น งานศิลปะช่วยให้คนยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น ทำให้คนอื่นได้เห็นความสามารถที่ฝังลึกอยู่ข้างใน 

แนวคิด "ดนตรีและศิลปะ" กับเด็กพิเศษ
จากประสบการณ์เป็นครูสอนดนตรี และมีโอกาสเริ่มต้นสอนดนตรีเด็กพิเศษ (ประมาณ 20 ปีมาแล้ว) พบว่าเด็กชอบดนตรี ซึ่งแม้จะไม่สามารถฝึกทักษะการเล่น การร้องได้เท่ากับเด็กปกติ แต่ทุกคนทำกิจกรรมดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่งได้แน่นอน ไม่มีใครสักคนที่หมดหวังจนไม่เหลืออะไร หรือทำอะไรไม่ได้เลย เด็กพิเศษมีปัญหาทางสมอง หรือทางอารมณ์มากๆ บางคนอาจตีแทมเบอรีนเข้าจังหวะได้ ตีกลองในลีลาที่ครูกำหนดให้ได้ บางคนร้องเพลงได้ และยังมีอีกกลุ่มที่ถึงกับเล่นเครื่องที่ยากขึ้นไปอย่างเช่น ระนาด เปียโน กลองชุด

ข้อดีของดนตรีคือ มีเครื่องมือหลายชนิดให้เลือก เล่น เหมาะกับแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรีไทยหรือสากลก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเคาะ กลอง หรือเครื่องที่มีระดับเสียงอย่างเช่น กีตาร์ ระนาด ซอ และเครื่องดนตรีทุกชิ้นมีเสน่ห์ในตัวเอง เด็กพิเศษที่มีปัญหาทางสมองจึงมีโอกาสเลือกได้มากว่าจะเล่นอะไร บางคนอาจหลงใหลน้ำเสียงของเครื่องดนตรีบางชนิด และสามารถนั่งฟัง และทำกิจกรรมนานๆ 

สิ่งที่ผู้ปกครอง หรือครูควรรู้ล่วงหน้าก่อนที่จะพาลูกเข้าไปสู่โลกของเสียงเพลงก็คือ ต้องไม่ท้อใจง่ายๆ เพราะเด็กพิเศษจะมีกำแพงกั้นขวางตัวเขาเองกับโลกภายนอก เป็นความบกพร่องทางการสื่อสาร ปัญหาการประมวลความรู้สึก ปัญหาของประสาทสัมพันธ์ ภาวะปัญญาบกพร่อง ความก้าวร้าว ปัญหาทางสมาธิ ซึ่งจะต้องใช้ความพยายามหลายครั้ง เราต้องก้าวข้ามกำแพงนั้นไป หรือทะลุทะลวงเข้าไป เพื่อเข้าใจเขาว่า อะไรเป็นสาเหตุ อะไรจะเป็นสิ่งที่ช่วยเขา การทำซ้ำต้องมีมากกว่าเด็กทั่วไป ต้องทำให้บทเรียนง่าย แตกบทเรียนให้เป็นขั้นตอน และให้เรียนรู้ทีละเล็กทีละน้อย เวลาอยู่กับดนตรีต้องเป็นเวลาแห่งความรื่นรมย์ไม่ใช่เวลาที่ผู้ใหญ่จะเคี่ยวเข็ญเอาให้ได้

ดนตรีเป็นเรื่องราวการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด ไม่จำเป็นต้องย่ำอยู่แต่เรื่องของทักษะเช่นการเล่นเครื่องดนตรีให้เป็นแต่อย่างเดียว เรายังสอนให้เด็กรักดนตรี ให้ชอบฟัง ให้รู้จักเพลงที่มีลีลา อารมณ์แตกต่างกัน สอนให้เต้นรำ เต้นเข้าจังหวะ นำเด็กเข้ามามีส่วนในการทำกิจกรรมดนตรีแบบต่างๆ นี่แหละคือโอกาสดีที่จะพัฒนาเด็กแล้ว

คุณพ่อเด็กพิเศษคนหนึ่งบอกว่า "ให้ลูกเรียนดนตรีไปก็เท่านั้น ยังไงๆ ก็ทำเป็นอาชีพไม่ได้หรอก เปลืองเงิน เสียเวลาเปล่าๆ"
นับว่าโชคดีที่พ่อแม่อีกหลายคนไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่เปิดโอกาสให้ลูกสัมผัสโลกของดนตรีอย่างจริงจัง และได้พบความมหัศจรรย์อย่างที่ไม่คาดคิด ลูกบางคนพูดไม่ได้ แต่เล่นดนตรีได้ และมีอีกภาษาที่จะสื่อให้คนอื่นได้รับรู้ถึงความรู้สึกข้างในของเขา และเขามีโอกาสทำให้คนอื่นได้รู้ว่า... เขามีความสามารถเหมือนกันนะ วันเดือนปีที่ผ่านไป ได้สะสมความรู้ความเข้าใจทางดนตรี เด็กคนนี้ จึงมีบางอย่างในชีวิตที่คนพิเศษทั่วไปไม่มี

กระบวนการ... ดนตรีกับเด็กพิเศษสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการช่วยลูก 
สิ่งแรกจะต้องสังเกตว่าเด็กสามารถนั่งฟังเพลง นิ่งๆ แม้สัก 5-6 วินาทีได้หรือเปล่า 
ดูด้วยว่าเด็กเลียนแบบได้หรือไม่ เพราะมีเด็กบางคนช่วงแรกๆ เลียนแบบไม่เป็น และไม่สามารถที่จะนั่งนิ่งได้
การเรียนดนตรีนั้น จะต้องเลียนแบบ ต้องได้ฟังก่อน ถึงจะร้องได้ อย่างเช่นตบมือให้เหมือนตีกลองแบบเดียวกัน ร้องเพลงในระดับเสียงที่เท่าๆ กัน 

การเลียนแบบของเด็กเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเด็กที่เข้ามาแล้วเลียนแบบไม่ได้ พ่อแม่จะต้องปรับวิธีการสอนให้เด็กเลียนแบบเป็น สอนให้เขานำบ้าง และเราทำตาม สลับกันไปมา จะช่วยให้เด็กเข้าใจความหมายของการเลียนแบบ และเขาก็จะเข้าอยู่ในกระบวนการเรียนดนตรีได้ 

สำหรับเด็กที่ไม่ยอมเลียนแบบ ไม่มอง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งกลุ่มออทิสติก
เราสอนให้เด็กทำตาม ด้วยการจับมือเด็กให้ทำตามจังหวะดนตรี นั่นคือสอนให้กล้ามเนื้อของเด็กทำตาม ว่า... อ๋อ ผู้ใหญ่ทำอย่างนี้เขาก็ทำตามแบบนี้ ซึ่งจะต้องทำจนกระทั่งเด็กสามารถทำเองได้ ตามอง และสมองของเด็กเข้าใจว่า เขาต้องตามอย่างไร 

การเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน แต่เมื่อการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนไปถึงจุดที่เด็กเริ่มเข้าใจแล้ว สามารถแบ่งย่อยได้อีกว่า เราจะให้เขาร้องเพลง หรือเล่นเครื่องดนตรี หรือเต้นรำ ถ้าจะฝึกร้องเพลง ก็ฝึกทักษะการเปล่งเสียงด้วยคำง่ายๆ ที่เด็กคุ้นเคยก่อน แล้วนำคำเหล่านี้มาร้องเป็นทำนอง มีจังหวะอยู่ในนั้นโดยไม่รู้ตัว ค่อยๆ เรื่อยๆ และบ่อยๆ ซึ่งเป็นการสอนให้เด็กเลียนแบบได้ เปล่งเสียงได้

การเคาะจังหวะ เริ่มด้วยการให้เด็กตบมือเท่ากับจังหวะของเนื้อเพลงเลย จะสังเกตได้ว่าจังหวะที่ ตบนั้นมีระยะทาง หรือระยะเวลาสั้น ยาว เท่ากันบ้าง แตกต่างกันบ้าง เป็นการเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดสำหรับเด็กส่วนใหญ่ สมมุติว่าเราจะเริ่มที่เพลงช้าง ซึ่งพวกเราคุ้นกันอยู่ เราก็จะให้เด็กตีกลอง หรือตบมือ หรือใช้เครื่องเคาะใดๆ ที่หามาได้ ทำจังหวะโดยให้เด็กตีเท่ากับคำร้อง ที่เขียนเป็นจังหวะเพื่อให้เห็นภาพชัดว่า ควรตีจังหวะได้ประมาณใด เมื่อเด็กทำได้แล้ว ลองให้เขาตีจังหวะบรรทัดบน เท่าๆ กันตลอด หรือถ้ามีฉิ่งฉับก็ตีตามนั้นเป็นจังหวะเท่าๆ กัน พร้อมกับท่องกลอน หรือร้องเป็นเพลงไปด้วย 

การทำจังหวะซึ่งเกี่ยวพันกับประสาทแขนซ้ายแขนขวา และขาซ้ายขาขวา เมื่อเด็กแต่ละคนเรียนรู้เรื่องจังหวะการร้อง และการเต้นได้แล้ว เด็กก็ต้องเรียนรู้ที่จะทำดนตรีเป็นวงอีกด้วย เช่น ครูเล่นดนตรี เด็กร้อง หรือเด็กร้อง เด็กเต้น เด็กทำดนตรี เรื่องของดนตรีเป็นเรื่องของการให้เวลา พ่อแม่ที่กำลังสอนดนตรีให้กับลูก พอลูกทำเลียนแบบได้ ร้องได้ เต้นได้ จบเพลงปุ๊บ ชมลูกได้เลย พอชมปั๊บ ความรู้สึกดีๆในตัวเด็กแผ่ซ่านไปทั้งตัวจะเห็นได้ว่านอกจากดนตรีให้ทักษะด้านต่างๆ แล้ว ให้อารมณ์ที่สุนทรียะกับเด็กเป็นอย่างมาก
กระบวนการศิลปะกับเด็กพิเศษ
เรื่องของศิลปะเกี่ยวข้องกับการมองของเด็ก เพราะว่าเด็กต้องมองเป็น พอมองเป็นแล้วสามารถวาดได้ หนึ่งปัญหาที่พบก็คือเด็กพิเศษบางคนไม่ยอมแตะดินสอ ไม่ยอมแตะดิน สี ดินน้ำมัน ยื่นสีให้ก็กินบ้าง โยนทิ้งบ้าง ขยี้ ขยำบ้าง แค่นี้ก็พอที่จะทำให้คนที่ตั้งใจสอนท้อได้ 

ประสบการณ์ด้านศิลปะพบว่า เด็กกลุ่มออทิสติก ส่วนใหญ่เจอตอตั้งแต่ต้นคือ ไม่ค่อยยอมมองวัตถุที่เราตั้งใจจะให้วาด เราก็ต้องพยายามสอนให้เขามองและวาด ทำซ้ำหลายๆ ครั้ง อาจใช้ผู้ใหญ่สองคนต่อเด็กคนเดียวเสียด้วยซ้ำ 

ต่อไปให้เด็กเลียนแบบจากภาพที่เห็น เส้นที่เห็น สีที่เห็น หรือถ้าสำหรับเด็กกลุ่มออทิสติกคงต้องพูดว่า ภาพที่มอง เส้นที่มอง สีที่มอง 

เด็กเหล่านี้มีจินตนาการ แต่ต้องสร้างความเข้าใจโลกรอบตัวให้ก่อน เพราะการสอนจินตนาการเด็กพิเศษ ต้องใช้เวลานานมาก ถึงแม้ว่าเด็กกลุ่มออทิสติกจะมองเห็นและเข้าใจทุกอย่างเป็นภาพ แต่ว่าไม่ใช่ทุกคนจะสามารถนำออกมาได้เลย ต้องผ่านการฝึกบ่อยๆ 

ตัวอย่างการสอนให้เด็กเล่นกับเส้น ไม่ว่าเด็กพิเศษหรือเด็กทั่วไป มักจะชอบลากเส้น ขีดโน่น เขี่ยนี่ ยกเว้นเด็กบางคนที่เกลียดดินสอ เกลียดการลากเส้น ซึ่งอาจมาจากการถูกบังคับให้เขียนตัวหนังสือ ที่เขารู้สึกว่ายากเย็นแสนเข็ญ จึงกลายเป็นศัตรูของเครื่องมือขีดเขียนทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นดินสอ ปากกา ดินสอสี

สำหรับเด็กพิเศษนั้น การลากเส้นง่ายๆ ช่วยสร้างความมั่นใจ เพราะความมั่นใจของเด็กเป็นทักษะสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตของทุกคน 

การเริ่มต้นขีดเขี่ย ยุ่งเหยิงไปมา ดูเหมือนไม่มีจุดหมาย ไร้สาระ แต่ถ้าเด็กเริ่มแล้วพบว่าบางคนพัฒนา เป็นรูปร่างค่อนข้างเร็ว บางคนอาจเชื่องช้าในความรู้สึกของพ่อแม่ อย่าให้ความช้าของเด็กทำให้ท้อ... ต้องให้กำลังใจและเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงใส่ความรู้สึกว่าการได้เขียน ได้วาด เป็นสิ่งสนุกสนานน่าอภิรมย์

นอกจากพู่กัน ดินสอสีแล้ว นิ้วมือของคนเราก็ช่วย สร้างสรรค์งานศิลปะและฝึกทักษะเด็กพิเศษได้เหมือนกัน เริ่มด้วยการให้เด็กจุ่มนิ้วลงในจานสีน้ำแล้วพิมพ์ลงบนกระดาษ หรือใช้นิ้วมือวาดรูปตามที่ต้องการแทนพู่กันก็ได้ เป็นการเปลี่ยนรูปแบบของกิจกรรมที่ทำให้เด็กไม่เกิดความเบื่อจากการทำกิจกรรมซ้ำๆ ด้วยอุปกรณ์เดิม

►เด็กพิการซ้ำซ้อน
เด็กพิการซ้ำซ้อน
 (Children with Multiple Handicaps) เด็กบกพร่องซ้ำซ้อน หมายถึง ผู้ที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก เช่น ปัญญาอ่อน-ตาบอด ปัญญาอ่อน-ร่างกายพิการ หูหนวก-ตาบอด ฯลฯ

เด็กที่มีความบกพร่องซ้ำซ้อนซึ่งบางทีอาจเรียกว่าเด็กพิการซ้ำซ้อน (Multiple) หมายถึง เด็กที่มีสภาพความบกพร่องทางอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย (เช่น เด็กร่างกายพิการ แขน ขา ลำตัว เด็กที่มีความบกพร่องทางสายตา เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เด็กปัญญาอ่อน เป็นต้น )มากกว่า 1 ในบุคคลเดียวกัน เช่น เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด เป็นต้น

ลักษณะเด็กที่มีความบกพร่องซ้ำซ้อน
เป็นจำนวนมากมีระดับความบกพร่องอยู่ในขั้นรุนแรง จึงควรที่ครูจะทำความเข้าใจกับความต้องการ และลักษณะของเด็กเหล่านี้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. มีปัญหาในการช่วยตัวเอง
2. มีปัญหาในการสื่อสาร
3. มีปัญหาในการเคลื่อนไหว
4. มีปัญหาทางพฤติกรรม

►เด็กปัญญาอ่อนเด็กปัญญาอ่อน หมายถึง เด็กที่มีความสามารถทางสติปัญญาหรือเชาวน์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย มีปัญหาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เด็กปัญญาอ่อนอาจแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ ปัญญาอ่อนประเภทเรียนได้หรือปัญญาอ่อนขนาดน้อย ปัญญาอ่อนประเภทฝึกได้หรือปัญญาอ่อนขนาดปานกลางและปัญญาอ่อนมากและรุนแรง

การสอนเด็กปัญญาอ่อนประเภท เรียนได้หรือปัญญาอ่อนขนาดน้อย ซึ่งมีระดับเชาวน์ปัญญาระหว่างประมาณ 50-70 เด็กปัญญาอ่อนพวกนี้จะเรียนในระดับประถมศึกษาในชั้นเรียนที่จัดให้เป็นพิเศษ และสามารถร่วมกิจกรรมทางสังคมกับเด็กนักเรียนปกติได้ ใช้หลักสูตรพิเศษที่ปรับจากหลักสูตรเด็กปกติในระดับมัธยมศึกษาจะเน้นทักษะทางอาชีพ สามารถฝึกอาชีพหรืองานง่ายๆ ได้ 

สำหรับเด็กปัญญาอ่อนประเภทฝึกได้หรือปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง ซึ่งมีระดับเชาวน์ปัญญาระหว่าง ประมาณ 25-50 เป็นพวกที่พอจะฝึกอบรมและเรียนทักษะเบื้องต้นง่ายๆ ใช้หลักสูตรพิเศษที่เน้นทักษะการช่วยเหลือตนเองและทักษะทางอาชีพ 

เด็กปัญญาอ่อนมากและรุนแรง มีระดับเชาน์ปัญญาต่ำกว่า 25 ต้องการการฝึกหัดหรือการช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันเบื้องต้นง่ายๆ บางคนต้องการการเลี้ยงดู และการรักษาพยาบาลด้วย

►เด็กแอลดี
เด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ (learning disabilities : LD) คือเด็กที่มีความบกพร่องในกระบวนการทางจิตวิทยา ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าใจในการใช้ภาษาพูดหรือภาษาเขียน 
1. ปัญหาในการเรียน เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้มีปัญหาในด้านการอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์ 
2. ปัญหาทางภาษา เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้มักมีปัญหาด้านการพูด และการใช้ภาษา
3. ความบกพร่องทางการรับรู้ การรับรู้มีความหมายไปถึงการใช้ประสาทสัมผัสเพื่อจำแนก จำ และแปลความหมาย 
4. ความผิดปกติในการเคลื่อนไหว จำแนกได้ 3 ลักษณะ คือ
- Hyperactivity เป็นการเคลื่อนไหวเกินปกติ 
- Hypoactivity เป็นการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าหรือน้อยกว่าปกติ 
- Incoordination เป็นการเคลื่อนไหวที่ควบคุมกล้ามเนื้อไม่ได้ 
5. ปัญหาด้านอารมณ์และสังคม หมายถึงความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตนเอง ขาดความอดทน มีความวิตกกังวลสูง ต่อต้านสังคม ทำงานช้า ก้าวร้าว และมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อตนเอง อาจไม่มีเพื่อนเพราะไม่มีใครอยากคบ
6. ปัญหาการจำ ได้แก่ การมีปัญหาการจำสิ่งที่ได้ยินและจำสิ่งที่มองเห็น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการสะกดคำ การทำตามคำสั่ง ตลอดจนสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์
7. ปัญหาด้านความสนใจ หมายถึง การมีช่วงความสนใจสั้น เพราะขาดสมาธิย่อมมีผลต่อการเรียนได้

►พิการทางสมอง
พิการทางสมอง (Cerebral palsy) มักเรียกกันสั้นๆว่า ซีพี (CP)
ทางการแพทย์จัดเด็กพิการซีพีเป็นภาวะพิการทางสมองชนิดหนึ่ง ซึ่งเด็กจะมีการเคลื่อนไหวร่างกายที่ผิดปกติ การขยับแขนขา ลำตัว ใบหน้า ลิ้น รวมถึงการทรงตัวที่ผิดปกติ

เด็กพิการซีพีส่วนใหญ่สติปัญญาดี ไม่ปัญญาอ่อน ประมาณร้อยละ 70-80 มีค่าไอคิวมากกว่า 70 บางรายมีการรับรู้ความรู้สึกที่ผิดปกติด้วย มากน้อยแตกต่างกัน

เนื่องจากเด็กพิการซีพีมีหลากหลายแบบ ขึ้นอยู่กับเนื้อที่บริเวณสมองที่เกิดความเสียหาย การจะทราบว่าเป็นซีพีแบบไหนจึงต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจวินิจฉัย

เด็กพิการทางสมองซีพี มักมีปัญหาในการนั่ง ยืน หรือเดิน เด็กจะมีการพัฒนาการช้า ยืน เดินได้ช้า รายที่เป็นมาก จะเดินไม่ได้ บางราย แม้แต่นั่งก็ยังไม่ได้ จะเอนล้มลง แขนขาเกร็ง คอเกร็ง บางรายพูดไม่ได้ หรือพูดไม่ชัด น้ำลายยืด ดังนั้น ถ้าพบว่าบุตรหลานมีพัฒนาการช้าผิดปกติ ควรนำไปปรึกษาแพทย์

►เด็กสมาธิสั้น 
การวินิจฉัยโรคนี้ไม่ง่ายเหมือนกระดูกหักหรือปอดบวม เพราะโรคพวกนี้สามารถเห็นด้วยตาหรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการ แต่การวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นจะอาศัยพฤติกรรมที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งจะมีลักษณะดังต่อไปนี้ 

1. การขาดสมาธิ Inattention โดยสังเกตพบว่า 
- เด็กจะสนใจงานหรือของเล่นเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นหลังจากนั้นก็จะเบื่อ 
- ไม่มีความพยายามที่จะทำงานที่ต้องใช้ทักษะ 
- มีปัญหาในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ 
- ไม่สามารถทำงานที่ครูหรือพ่อแม่สั่งจนสำเร็จ 
- ไม่มีสมาธิในการทำงาน หรือเวลาเล่น 
- ไม่สามารถตั้งใจฟัง และเก็บรายละเอียดไม่ได้ 
- ขี้ลืมบ่อย 
- วอกแวกง่าย 

2. Hyperactivity เด็กจะไม่อยู่นิ่งและควบคุมตัวเองไม่ได้ 
- เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา 
- เล่นไปรอบห้อง 
- พูดคุยตลอด พูดไม่หยุด 
- เมื่อนั่งอยู่ที่เก้าอี้ก็ไม่สามารถนั่งนิ่งโยกไปโยกมา 
- เตะสิ่งโน้นสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลา 
- เคาะโต๊ะส่งเสียงดัง 
- รอคอยไม่เป็น 
- ชอบขัดจังหวะเวลาที่ผู้อื่นพูดคุยกัน 
- บางคนอาจจะทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน 

3. Impulsivity เด็กจะหุนหัน เด็กจะทำหรือตอบสนองต่อสิ่งเร้าโดยที่ไม่ได้คิด เด็กอาจจะพูดโต้ตอบโดยที่ไม่คิด ข้ามถนนโดยที่ไม่ดูรถ เด็กจะไม่สามารถรอคอยสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ เด็กอาจจะแย่งของเล่นจากเด็กคนอื่น เมื่อไม่พอใจเด็กอาจจะทำลายของเล่นนั้น

การประเมินว่าเด็กคนใดจะเป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม่ แพทย์จะประเมินพฤติกรรมที่เป็นมากเกินไปหรือไม่ เป็นระยะเวลานานหรือไม่ อาการเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อเทียบกับเด็กอื่นที่อายุใกล้เคียงกันมีความแตกต่างกันหรือไม่ พฤติกรรมที่เด็กแสดงออกเป็นเพียงตอบสนองต่อเหตุการณ์บางอย่างหรือไม่ พฤติกรรมนั้นเกิดซ้ำๆ กันต่างเวลาและต่างสถานที่

►เด็กออทิสติก

ออทิสติก (Autistic) คือกลุ่มอาการที่แสดงความผิดปกติของพัฒนาการของเด็ก
ลักษณะอาการของเด็กที่เป็นออทิสติกคือ ชอบแยกตัว อยู่กับตัวเอง ไม่พูดหรือติดต่อสื่อสารทางภาษากับคนอื่น และมีปัญหาด้านพฤติกรรม

การจะประเมินว่าเด็กคนไหนเป็นเด็กออทิสติกนั้น ดูได้จากพัฒนาการทางด้านสังคมและพัฒนาการทางด้านการสื่อสารว่าเป็นไปตามวัยหรือไม่ เด็กที่เป็นออทิสติกกระบวนการพัฒนาจะเป็นไปอย่างช้าๆ บางครั้งพ่อแม่อาจจะเข้าใจไปว่าลูกอายุ 3 ขวบ แล้วแต่ยังไม่พูด เพราะว่าลูกขี้อาย ปากหนักจึงไม่ยอมพูด ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะออทิสติกไม่สามารถตรวจสอบได้จากอายุของเด็ก

การจะสังเกตว่าลูกเป็นเด็กออทิสติกหรือไม่นั้น ทำได้ตั้งแต่เขายังเล็กๆ โดยสังเกตตามขั้นตอนของการพัฒนาการที่เด็กควรจะเป็น ดังนี้
1. เด็กดูดนมได้ไม่ดี
2. เงียบเฉย ดีเกินไปไม่ชอบ
3. ไม่สนใจให้ใครกอดรัด
4. ไม่แสดงท่าทางหรือส่งเสียงเรียก
5. ไม่สนใจใคร แต่บางรายอาจติดคนมากจนผิดปกติ
6. เด็กไม่สบตา
7. ไม่แสดงท่าทางหรือส่งเสียงเรียก
8. ไม่สนใจที่จะให้ใครอุ้ม
9. ไม่ตอบสนองทางด้านอารมณ์
10. ไม่ลอกเลียนแบบ
11. ไม่ส่งเสียงไม่อ้อแอ้
12. ชี้นิ้วไม่เป็น
13. เรียกให้คนอื่นเล่นด้วยไม่เป็น
14. ท่าทางเฉยเมย ไร้อารมณ์เมื่อถูกชักชวนให้เล่น
15. ไม่แสดงอาการดีใจให้เห็นหรือทักทายคนที่เด็กชอบ หรือหากแสดงออกก็มากเกินไป
16. ผูกพันกับสิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำๆ เล่นติดเชือกฟาง ใบไม้ ผ้าอ้อม ถ้าดึงออกจะกรีดร้องอยู่นาน
17. ความรู้สึกของคนเลี้ยงดูว่าเด็กต่างจากคนอื่น หมายถึงผู้เลี้ยงสังเกตได้ว่าเด็กไม่เหมือนคนอื่น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก "มูลนิธิหมอชาวบ้าน"
โพสโดย Anonymous เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2552

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

ขอเชิญร่วมกิจกรรม "ขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำความดี ปีที่ 10"

ขอเชิญร่วมกิจกรรม และร่วมบริจาคสิ่งของ อุปกรณ์เครื่องเขียน อุปกรณ์กีฬา ข้าวสารโครงการอาหารกลางวันให้เด็ก เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และทุนการศึกษา กับโครงการ "ขี่มอเตอร์ไซค์ ไปทำความดี ปีที่ 10" กับชมรม Iron Eagle MC Chiang Mai ซึ่งปีนี้ทางชมรมฯ จะเดินทางไปบริจาคสิ่งของ  ณ "โรงเรียนบ้านห้วยปูลิง"หมู่ที่ 3 ต.ม่อนจอง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโรงเรียนวิถีพุทธ ในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษานันทบุรี ขึ้นกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 5







"โรงเรียนบ้านห้วยปูลิง" ห่างจากอำเภออมก๋อย ระยะทาง 62 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ 240 กิโลเมตร  สอนตั้งแต่ระดับชั้น อนุบาล จนถึง ป.6   มีนักเรียน 98 คน นักเรียนที่อยู่ประจำ 28 คน นักเรียนที่อยู่ประจำต้องพึ่งตนเองทั้งความเป็นอยู่และอาหารการกิน ขาดแคลนเรื่องของใช้ประจำวัน เช่น สบู่, ยาสีฟัน, เสื้อผ้า, ผ้าอนามัย, แชมพูสระผม, เครื่องกันหนาว, อุปกรณ์การเรียน, การศึกษา, ทุนการศึกษา, อุปกรณ์กีฬาและศิลปะ รวมไปถึงยารักษาโรคทีจำเป็น

ดังนั้น ทางชมรมฯ จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ทุกๆ ท่านผู้มีจิตเมตตา ร่วมแบ่งปันบริจาคสิ่งของ อุปกรณ์การเรียน, อุปกรณ์กีฬา, สื่อการเรียนการสอน, ทุนการศึกษา, และยารักษาโรค  ซึ่งทางชมรมฯ จะได้รวบรวม และเดินทางไปส่งมอบให้กับน้องๆ นักเรียนที่ "โรงเรียนบ้านห้วยปูลิง" ในวันที่ 6 ธันวาคม 2557 ที่จะถึงนี้  หรือใครมีความประสงค์จะร่วมเดินทางไปด้วย ทางชมรมฯ ก็จะขอยินดีเป็นอย่างยิ่ง





ติดต่อสอบถามเพื่อร่วมบริจาคได้ที่...

-คุณเติ้ล ร้าน พี.เค.ช็อป (บ้านเชียงแสน สารภี) โทร. 08 1595 2058
-คุณเก่ง 562/3 ต.หนองหาร อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ โทร. 08 1671 9511
-ครูโชค หรือ ครูช้าง โรงเรียนสอนศิลปะ สมาร์ท อาร์ต ประตูช้างเผือก  โทร. 09 1505 5996

สถานที่สำหรับส่งสิ่งของบริจาคนะครับ
คุณเติ้ล ร้าน พี.เค.ช็อป (บ้านเชียงแสน) เชียงใหม่
เลขที่ 46/3 ม.2 ถนนเลียบรางรถไฟ ต.หนองผึ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ 50140




หรือจะโอนเงินเข้าบัญชี "ครูช้าง" ได้ที่...

ชื่อบัญชี นายพงศ์ประนาฏต์ เพชรัตนกูล
เลขที่บัญชี 390-4-52540-3 ประเภทออมทรัพย์
ธนาคารกรุงเทพ สาขาประตูช้างเผือก เชียงใหม่

(หมายเหตุ)***หากได้โอนเงินผ่านบัญชีแล้ว รบกวนช่วยแจ้งหรือส่ง SMS มาที่ 09 1505 5996 บอกจำนวนเงินและวันที่โอนเงิน ชื่อที่อยู่ เพื่อที่ทางชมรมฯ จะได้ทำบัญชีและส่งหนังสืออนุโมทนาและขอบคุณไปยังท่านอีกครั้งหนึ่ง


คลิ๊กดู สถานที่และโรงเรียนต่างๆ ที่ทางชมรมฯ ได้เดินทางไปบริจาคได้จากลิ๊งค์ด้านล่างนี้ http://smartart-cnx.blogspot.com/2013/09/iron-eagle-mc-chiang-mai.html








ทางชมรมฯ หวังเป็นอย่างว่า จะได้รับความอนุเคราะห์จากท่านในการร่วมบริจาคสิ่งของและทุนการศึกษา รวมไปถึงให้กำลังใจ ผลักดันให้กิจกรรม "ขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำความดี"ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กๆ และประโยชน์ต่อการศึกษาในโรงเรียนที่ห่างไกล ซึ่งนั่นหมายความว่า ได้ส่งผลที่ดีที่อนาคตของประเทศชาติ






วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

โครงการ "ศิลปะบำบัด" เพื่อน้อง "เด็กพิเศษ" รุ่นที่ 1

สมาคมสานสัมพันธ์, สภาคนพิการจังหวัดเชียงใหม่, สโมสรโรตารีเชียงใหม่ภูพิงค์, โรงเรียนสมาร์ท แอ็ท ไอที และ สมาร์ท อาร์ต ร่วมกันทำโครงการ ศิลปะบำบัด - Art therapy เพื่อเด็กพิเศษ รุ่นที่ 1 เปิดเป็นรุ่นๆ ละ 3 เดือน โดยรุ่นแรกเพิ่งเปิดไปเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2557 ที่ผ่านมา ณ โรงเรียนสมาร์ท แอ็ท ไอที และสมาร์ทอาร์ต (ประตูช้างเผือก) อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ดำเนินการสอนโดย "ครูช้าง" พงศ์ประนาฏต์ เพชรัตนกูล ... และโครงการนี้จะไปสิ้นสุดเอาในวันที่ 9 พ.ย. 2557




ต้องขอขอบคุณน้องๆ อาสาสมัคร นักเรียนทุน (ศิลปะ) ของสมาร์ท อาร์ต ที่มาจาก "โรงเรียนแห่งความหวัง" (หนองอุก) อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งได้แก่ "นายมิ้น", "นายปี", "นายอ่องเมือง"  และน้องๆ นักเรียนแลกเปลี่ยน YE จากสโมสรโรตารีล้านนาเชียงใหม่ ได้แก่ "น้องฟ้าใส" และ "น้องอิงฟ้า" ที่มาจากประเทศอเมริกา และ ประเทศแคนาดา


บรรยากาศการเรียนรู้ในวันแรก 7 กันยายน 2557 โดยเน้นให้เด็กได้แสดงออกอย่างเต็มที่ ด้วยตัวของตัวเอง ในแบบที่เด็กถนัด




การใช้กิจกรรมทาง "ศิลปะบำบัด" สำหรับเด็กพิเศษกลุ่มนี้ ก็เพื่อปรับกระบวนการทางจิตใจ และฟื้นฟูสมรรถภาพให้ดีขึ้น เพราะว่า "ศิลปะบำบัด" นั้นมีประโยชน์ในด้าน การพัฒนาอารมณ์ สติปัญญา สมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก และการประสานงานการเคลื่อนไหวของร่างกาย นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วย กระตุ้นการสื่อสาร และเสริมสร้างทักษะสังคมด้วย



ผู้เขียนมีความคิดอยู่เสมอๆ ว่า "ศิลปะ นั้นสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์"

"ความคิดสร้างสรรค์" คือ ลักษณะของความคิดที่มีหลายมิติ หลายมุมมอง หลายทิศทาง สามารถคิดได้กว้างไกล ไร้กรอบ ไร้ขอบเขต ประกอบด้วย ความคิดริเริ่ม ความคล่องแคล่ว ความยืดหยุ่น และความละเอียดลออ นำไปสู่การคิด ประดิษฐ์ สิ่งแปลกใหม่ และบูรณาการองค์ความรู้ต่างๆ ที่ได้มาจาก ประสบการณ์เดิม เชื่อมโยงกับ สถานการณ์ใหม่ สร้างเป็น องค์ความรู้ใหม่ และเกิดนวัตกรรมตามมา

และ ศิลปะก็สามารถที่จะช่วยเพิ่มองค์ประกอบต่างๆ ของความคิดสร้างสรรค์อื่นๆ ดังต่อไปนี้

"ความคิดริเริ่ม" 
ช่วยให้มีความคิดแปลกใหม่เกิดการนำความรู้เดิมมาคิดดัดแปลง และประยุกต์ให้เกิดเป็นสิ่งใหม่

"ความคล่องแคล่ว"
ช่วยให้มีความคิดที่ไม่ซ้ำในเรื่องเดียวกันไม่หมกมุ่น คิดวกวน สามารถ คิดได้รวดเร็ว นำมาซึ่ง การพูดที่คล่องแคล่ว และการกระทำที่รวดเร็ว

"ความยืดหยุ่น"
ช่วยให้คิดได้หลากหลายมุมมองไม่ซ้ำรูปแบบหรือกรอบคิด แบบเดิม ไม่ยึดติด สามารถเห็นประโยชน์ของสิ่งของอย่างหนึ่งว่า มีอะไรบ้าง ได้หลายอย่าง

"ความละเอียดลออ"
ช่วยให้มีความพิถีพิถันในการตกแต่งรายละเอียด ช่างสังเกต ในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น หรือมองข้าม





และผู้เขียนก็ยังมีความเชื่อว่า การนำ "ศิลปะ" มาใช้ในกลุ่ม "เด็กพิเศษ" นี้เพื่อเป็นการพัฒนาอารมณ์ จะช่วยให้ได้ระบายความรู้สึกที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจ ผ่านออกมาทางผลงานศิลปะ ผ่านกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการวาดรูป ระบายสี การปั้น และกระบวนการอื่นๆ ของทางศิลปะ ซึ่งช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความขุ่นมัวในจิตใจ เข้าใจและรับรู้อารมณ์ต่างๆ ของตนเอง ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจ สามารถยับยั้งและควบคุมได้ดีขึ้น มีสมาธิ ลดความตึงเครียด และความวิตกกังวลลงได้ในที่สุด



ทุกๆ คนสามารถแวะเข้าไปเยี่ยมชมกิจกรรม หรือร่วมเป็นอาสาสมัครมาช่วยดูแลน้องๆ หรือแวะมาให้กำลังใจเด็กๆ ในโครงการ "ศิลปะบำบัดเพื่อเด็กพิเศษ" รุ่นที่ 1 ได้ทุกวันอาทิตย์ เวลา 15.00-17.00 น. ที่โรงเรียนสมาร์ท แอ็ท ไอที และสมาร์ท อาร์ต (ประตูช้างเผือก) ถ.พระปกเกล้า ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  โทร.091 505 5996


วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

"เหตุไฉน...เด็กไทยไอคิวต่ำ"

 "เหตุไฉน...เด็กไทยไอคิวต่ำ" โดย จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ

ไอคิวสูงไม่ได้หมายถึงเรียนเก่ง แต่หมายถึงรู้จักใช้ชีวิต คิดสร้างสรรค์ ทำงานเป็น พึ่งพาตัวเองได้และเป็นที่พึ่งให้ผู้อื่น

"เด็กไทยไอคิวต่ำ" นั่นไม่ได้การพูดเล่นๆ หรือพูดโดยไม่มีหลักฐานยืนยัน เพราะคุณหมอคนนี้ทำงานด้านเด็กมาทั้งชีวิต
แพทย์หญิง จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ นายกสมาคมนักวิจัยไทยเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการพัฒนาเด็ก นพลักษณ์ ธรรมะ และการพัฒนาสมอง รวมถึงพัฒนาจิต เพราะคุณหมอพบว่า การเป็นแพทย์ที่มุ่งรักษาโรคอย่างเดียว เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เมื่อปี 2543 คุณหมอจึงเริ่มค้นหางานวิจัยที่เกี่ยวกับเด็ก และพบว่ามีงานวิจัยเหล่านี้น้อยมาก
คุณหมอบอกว่า ในยุคนั้นหมอเด็กก็ทำตามความรู้ ส่วนใหญ่เน้นเรื่องการดูแลรักษาและส่งเสริมสุขภาพ การพัฒนาเด็กไม่ค่อยมีคนสนใจ คนทำงานที่เกี่ยวข้องกับเด็ก จึงรวมตัวกันทำวิจัยระยะยาวในเด็กไทย เริ่มติดตามตั้งแต่แม่ที่ตั้งท้อง...โดยเก็บข้อมูลจากเด็กทั่วประเทศ
ณ ปัจจุบัน คุณหมอจึงเลือกที่จะเป็นวิทยากรอิสระ จัดรายการทีวี อบรมให้ความรู้พ่อแม่เด็กและครู เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเด็ก เพราะคุณหมอมีข้อสรุปว่า การเลี้ยงดูเด็กในครอบครัวแบบไทยๆ ไม่ว่ารวยหรือจน โดยเฉลี่ยแล้วทำให้เด็กไทยไอคิวต่ำกว่าอายุจริง....
ก็คืออายุสมองต่ำกว่าอายุจริง ยกตัวอย่างเด็กอายุ 10 ปีก็ควรมีสมองอายุ 10 ปี แต่เด็กไทยมีอายุสมองแค่ 8 ปี นี่เป็นค่าเฉลี่ยนะ เราสำรวจตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงระดับประถม เด็ก 6 เดือนแรกวัดจากพัฒนาการ เด็กวัยนี้เฉลี่ยแล้วมีศักยภาพทางสมองสูงกว่า 130 เป็นตัวชี้วัดที่เรียกว่าต้นทุนดี ไม่มีปัญหา เพราะเรายังไม่ได้ใส่อะไรให้เด็ก แต่พอผ่านการเลี้ยงดูไปถึงระบบโรงเรียน เด็กจะไอคิวต่ำตั้งแต่ขวบแรก นี่แสดงถึงผลของสิ่งแวดล้อม พ่อแม่ โรงเรียน ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเด็ก ทำให้ถดถอย
คือถ้าเราเลี้ยงแบบตามมีตามเกิด โดยไม่มีความเข้าใจมากพอ ผู้ใหญ่มีโอกาสมากที่จะใส่สิ่งไม่ดีให้ลูก เพราะความรู้สึกของเรา เรารักลูก ก็ไม่อยากให้ลูกทำงาน เพราะพ่อแม่เคยเหนื่อยมาก่อน เป็นความคิดของคนไทยสมัยนี้ ต่างจากสมัยก่อน พ่อแม่ฐานะไม่ดีก็ให้ลูกทำงานตั้งแต่เด็ก นั่นเป็นวิธีที่ทำให้เด็กได้ใช้ร่างกายและสมองแก้ปัญหาชีวิต ดูแลตัวเอง แต่เด็กสมัยนี้ถูกเลี้ยงแบบเทวดา ไม่ใช่ลูกคนรวยอย่างเดียวนะ คนฐานะไม่ดี ก็เลี้ยงแบบนั้น ไม่ให้ทำอะไรเลย เรียนหนังสืออย่างเดียว ต่างจากสมัยก่อน พ่อแม่ทำนา ลูกต้องช่วยทำนา พ่อแม่อาจไม่รู้หรอกว่า การให้ลูกช่วยทำนาเป็นสิ่งที่ดี พ่อแม่ทำเพราะความจำเป็น แต่ยุคนี้แม้จะจำเป็น ก็ไม่อยากให้ลูกเป็นชาวนา อยากให้ออกจากบ้านไปเรียนหนังสือ เติบใหญ่จะได้เป็นข้าราชการ ทุกคนตั้งความหวังกับการเรียนในโรงเรียน ก็คือ เรียนหนังสือสิ แล้วลูกคุณจะฉลาด ซึ่งไม่จริงเลย
  • ไม่จริงอย่างไรคะ
ในโรงเรียน อยากถามว่า ครูคนหนึ่งดูแลเด็กกี่คน ถ้าโรงเรียนดีๆ ห้องหนึ่งไม่เกิน 25 คน โรงเรียนทั่วไป 50 คน ไม่มีทางที่ครูจะดูแลเด็กขนาดนั้นได้ดีเท่าพ่อแม่ จากงานวิจัยของเราที่ทำมา 5 ปีตามเด็กทั่วประเทศสี่พันกว่าคน ได้เห็นการเลี้ยงดูเด็ก ถ้าพ่อแม่ไม่อยากให้ลูกเป็นชาวนา เด็กก็ต้องแสวงหาเอง อย่างเก่งก็ลูกจ้างในโรงงาน คนเราจะฉลาด ไม่ได้มาจากการสอนในระบบโรงเรียน มันต้องสะสมตั้งแต่เด็ก ก็คือ ฉลาดในตัวเองก่อน รู้จักใช้กล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหว การหัดคิด กระบวนการทุกอย่างทำให้เด็กฉลาดได้
ในช่วงวัยอนุบาล ให้ฝึกทักษะพื้นฐาน ในโรงเรียนดังๆ มีการสอนเด็กเล็กให้อ่านหนังสือ เพราะพ่อแม่อยากให้ลูกอ่านหนังสือได้เร็วๆ ซึ่งจริงๆ แล้วการอ่านหนังสือ พ่อแม่สอนลูกได้เลย เพราะยังไงเราก็เก่งกว่าลูกวัยนั้น ครูก็แค่มาต่อยอด เพราะเด็กมีทักษะพื้นฐานการดำเนินชีวิตในความเป็นมนุษย์มาแล้ว การมาโรงเรียนเป็นทางลัด และเด็กก็ต้องมีกระบวนการทดลองด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่การศึกษาไทยทำคือ สอนแล้ว...สอบ
  • เด็กไม่พัฒนาตัวเองในหลายด้าน เพราะปัญหาการเลี้ยงดู ?
ตามเทรนด์แล้ว มีสถิติยืนยันว่า เด็กไทยไอคิวต่ำลงทุกปี ในต่างประเทศ รัฐบาลตั้งเป้าเลยว่า เด็กของเขาไอคิวจะเท่าไหร่ แต่เด็กไทยไม่อาจตั้งเป้าได้เลย เมื่อไม่มีการตั้งเป้า ก็ไม่มีนโยบายสนับสนุน ปกติไอคิวเด็กดูจากอายุจริงกับอายุสมองต้องเท่ากัน ต้องไอคิวประมาณ 100 ตอนนี้ไอคิวประมาณ 89-91 แปลว่าต่ำกว่าอายุจริง 10 เปอร์เซ็นต์ ตามเกณฑ์แล้วยังไม่ถือว่าสติปัญญาไม่ดี แต่ถือว่าเป็นเด็กกลุ่มปัญญาทึบ
  • ปัญญาทึบเลยหรือคะ
อายุ 10 ขวบ แต่ยังคิดแบบเด็ก 8 ขวบก็ถือว่าปัญญาทึบ ถ้าพ่อแม่จะคาดหวังว่า เด็กอายุแค่นี้จะเข้าใจเหมือนเด็ก 10 ขวบ มันไม่ได้ เวลาจะสอนลูก ก็ต้องรู้ว่า ลูกอายุเท่าไหร่ ควรสอนแบบไหน ปัญหาใหญ่ของสังคมไทยคือ เด็กเป็นผู้ใหญ่ช้า สิ่งที่ตัดสินใจความเป็นผู้ใหญ่คือ ความคิดความเข้าใจต่อสิ่งรอบข้างเชิงนามธรรม ดังนั้นเวลาทดสอบไอคิวจะทดสอบเรื่องนี้ เพราะเป็นเป้าหมายสำคัญในการเป็นผู้ใหญ่ เมื่อเด็กเติบโตขึ้นจะได้เข้าใจกระบวนการคิด เรื่องเหตุผล เข้าใจกฎธรรมชาติ และรู้วิธีการดำเนินชีวิต ถ้าคุณบอกว่า ลูกอายุ 20 ปีบรรลุนิติภาวะ ไม่ใช่เลย หากลูกคุณสมองแค่ 17 ปี
  • ปัญหาครูไม่เข้าใจก็มีส่วนทำให้เด็กพัฒนาช้าลง ?
ครูก็สอนตามหลักสูตร ให้สอนอะไรก็สอน ถ้าพ่อแม่ไม่เติมให้เต็มก่อนเข้าโรงเรียน เด็กพร่องมา ขณะที่ลูกไม่พร้อม เด็กก็ไม่รับ เด็กบางคนอยู่อนุบาลปีที่ 3 ยังใส่เสื้อผ้าไม่ได้ กินข้าวเองไม่ได้ เพราะมีคนรับใช้ตามป้อนข้าว ถ้าเป็นอย่างนั้น เข้าประถมหนึ่งจะเรียนอะไรได้
  • เพราะพ่อแม่ทำทุกอย่างให้ลูก อยากให้ลูกสบาย ?
เอาแค่ปัญหาการพูดภาษาไทย ซึ่งเป็นการสื่อสาร เป็นกระบวนการการคิดทั้งหมด เมื่อพูดไปแล้ว คนอื่นจะเข้าใจเราหรือไม่ เมื่อคนอื่นพูด เราเชื่อเขาไหม คิดต่อได้ไหม ซึ่งตรงนี้เด็กไทยขาด เพราะเข้าใจภาษาได้ช้า พูดคำแรกตอนอายุ 11 เดือน ขณะที่เด็กฝรั่งพูดได้ตอนอายุ 8 เดือน พอเด็กอายุขวบครึ่ง เด็กฝรั่งจะมีตัวชี้วัดต้องพูดได้เกิน 150 คำ แต่เด็กไทยพูดได้เพียง 15 คำ เพราะพ่อแม่ไม่สอน คิดว่า เมื่อถึงเวลาเด็กจะพูดเอง มันไม่ได้ มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องสอน ถ้าไม่สอนเด็กก็เรียนแบบสะเปะสะปะ ถ้ายังพูดไม่ได้ แม่พูดกับลูก แล้วลูกจะเข้าใจหรือ พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าการพัฒนาเด็กตั้งแต่เกิดจนถึง 6 ปีสำคัญมาก แม้จะมีหนังสือเลี้ยงลูกออกมามากมาย แต่คนไทยไม่อ่านหนังสือ ดูแต่ทีวี แล้วถามว่าในทีวีมีอะไรที่สอนเด็กได้
ตามหลักการ เด็กก่อน 3 ขวบ ไม่ควรดูทีวี พ่อแม่ต้องไม่ดูทีวีด้วย เราเป็นมนุษย์ เราต้องเรียนจากมนุษย์ด้วยกัน ต้องเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นจริง ไม่ใช่สิ่งสมมติ ในทีวีเป็นสิ่งสมมติ ในวัยนี้ถ้าให้ลูกดูทีวี เด็กไม่อาจแยกแยะได้ว่า อะไรจริง หรือไม่จริง เด็กจะมีความสับสน ที่สำคัญพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่าง ตั้งแต่การพูด บุคลิกภาพ นิสัยใจคอ การดำเนินชีวิต เมื่อเด็กไม่ถูกสอน และพ่อแม่ไม่คิดว่าต้องเป็นต้นแบบ หวังแค่ว่า เลี้ยงๆ ให้โต เมื่อโตก็ส่งไปโรงเรียน ถ้าเป็นแบบนี้ เป็นการเลี้ยงแบบไม่มีคุณภาพ
พอไปถึงโรงเรียน ครูก็ถามว่า พ่อแม่ไม่สอนหรือ ครูก็มีหลักสูตรต้องทำ นี่คือประเด็นเรื่องความไม่ต่อเนื่องในการดูแลลูกตามวัย ความเข้าใจก็มีน้อย เอาง่ายๆ เลยเพื่อนหมอเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนที่นครราชสีมา เขาพยายามฝึกเด็กปลูกผักเองเ พื่อให้เด็กอยากกินผักที่ปลูก พ่อแม่เด็กเป็นชาวนาวิ่งมาหาครูใหญ่ แล้วบอกว่า ส่งลูกมาเรียนหนังสือนะไม่ได้ให้มาทำสวน แทนที่จะมาดูว่าลูกทำอะไร เด็กเรียนรู้จากการเติบโตของธรรมชาติ ถ้าเด็กเข้าใจวิธีการดำเนินชีวิต พอโตเป็นวัยรุ่น จะพูดกันง่าย แต่เดี๋ยวนี้พ่อแม่ไม่มีเวลา แต่มีเงินซื้อของเล่นให้ลูก ทำให้เด็กมีทัศนะต่อการดำเนินชีวิตที่ผิด
  • เมื่อพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลา จึงพยายามซื้อสิ่งของให้ คุณหมอมองเรื่องนี้อย่างไร?
ก็เราเป็นสังคมบริโภคนิยม เราคิดว่าการมีเทคโนโลยีคือความทันสมัย จริงๆ มันเป็นแค่เครื่องมือ แต่เราไปเชิดชูมันมากไป จึงมีปัญหาเรื่องการดูแลอารมณ์ตัวเอง โดยเฉพาะช่วงวัยรุ่น เด็กตีกัน ติดยา เพราะเด็กไม่เข้าใจตัวเอง และกำลังแสวงหา ถ้าพ่อแม่ไม่ใช่ต้นแบบที่ดี เด็กๆ ก็ไปเอาแบบอย่างดารานักร้อง แล้วคนกลุ่มนี้จะเป็นต้นแบบอะไร ถ้าเด็กอยากเป็นดารากันหมด แล้วใครจะปลูกข้าว ทำเสื้อผ้าให้เราใส่ อันนี้เป็นคุณค่าในสังคมที่เกี่ยวโยงกันหมด ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องการดูแลเล็ก เราก็มีส่วนทำให้สังคมแย่ลง
  • พัฒนาการเป็นตัวชี้วัดไอคิวอย่างไร
สมองเด็กไทยทำงานอย่างไร มีวุฒิภาวะเหมาะกับอายุหรือยัง ยกตัวอย่าง เด็กอัจฉริยะของเรากลายเป็นเด็กโง่ เพราะครูไม่เข้าใจ เด็กบางคนไม่เรียนหนังสือ ไม่ใช่เพราะโง่ แต่เขารู้แล้ว มีเพื่อนคนหนึ่งมีหลานอายุ 5 ปี แม่อ่านหนังสือกับลูกตั้งแต่เด็ก เด็กอยู่บ้าน ก็อ่านเอนไซโคลปีเดีย ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ พอไปโรงเรียนครูให้ต่อจุด เด็กไม่ทำ เพราะอยากรู้เรื่องอื่นแล้ว แต่ครูไม่สอนจะให้ต่อจุดอย่างเดียว นี่เป็นเด็กอนุบาลนะ
  • ศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาทั้งหมด คุณหมอนำมาใช้ในการให้คำปรึกษาครูและพ่อแม่เด็กอย่างไร
ถ้าเราจะพัฒนาเด็ก เราต้องทำงานกับครู พ่อแม่และคนในองค์กร มีพ่อแม่จำนวนมากอยู่กับลูกทุกวัน แต่ไม่เข้าใจลูก คำถามเดี่ยวที่พ่อแม่ถามคือ ลูกดื้อจะทำอย่างไร ผู้ใหญ่ก็ตีความคำว่า ดื้อ คือไม่ทำตาม เด็กอายุเท่านี้ ถ้าลูกไม่เข้าใจก็ทำไม่ได้ หรือช่วงวัยที่กำลังทดสอบผู้ใหญ่ อย่างลูกไม่กินข้าวจะทำอย่างไร การกินข้าวเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แสดงว่าคุณทำบางอย่างที่ทำให้ลูกคุณกินอย่างอื่น คุณต้องแก้ไข ถ้าคุณมีนมเต็มตู้เย็น และขนมมากมาย เด็กจะกินข้าวได้อย่างไร เพราะความปรารถนาดี แต่ไม่รู้ว่าเป็นโทษ สร้างนิสัยไม่ดี ธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อไม่กินข้าว ก็ให้อดสักสองมื้อ ลูกก็จะกินข้าวเอง อีกอย่างพ่อแม่ต้องสังเกตว่า ลูกใช้พลังงานด้านไหนมาก บางคนชอบคิด ชอบจินตนาการ บางคนใส่ใจเรื่องอารมณ์ ถ้าเป็นเด็กที่ใช้แรงเยอะจะไม่ค่อยใส่ใจคนอื่น เราก็ต้องฝึกให้เขาใส่ใจคนอื่นบ้าง ถ้าพ่อแม่แรงไม่ค่อยมาก จะสู้แรงลูกไม่ไหว จึงต้องรู้ว่า จะทำให้ลูกสมดุลได้อย่างไร
  • ถ้าจะแก้ไขปัญหาเด็กในระดับมหภาค มีคำแนะนำอย่างไร
คงแก้ไขได้ยาก เพราะระบบย่อยไม่ได้ถูกแก้ ยกตัวอย่างปัญหาครอบครัวแตกแยก จากข้อมูล มีจำนวน 15 เปอร์เซ็นต์ ก่อนแม่จะคลอดลูก คนที่เป็นพ่อทิ้งลูกแล้ว ปู่ย่าตายายต้องเลี้ยงแทน ซึ่งคนแก่จะดูแลเด็กลำบาก ขัดขว้างพัฒนาการในหลายด้าน เคยมีตัวอย่างเด็กสองขวบไม่ยอมเดิน เพราะยายอุ้มไว้ตลอด ส่วนพ่อแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลา ในช่วงได้อยู่กับลูก ก็ใช้เวลากับลูกให้เต็มที่ ไม่ใช่ทุกคนนั่งดูทีวี ครอบครัวไทยเป็นแบบนี้หมด พอลูกเป็นวัยรุ่น มีปัญหา คุณจะโทษใคร เพราะช่วงที่มีเวลาอยู่กับลูก คุณไม่อยู่ พอเด็กโตแล้วก็ไปอยู่กับเพื่อน คุณจะเรียกร้องให้กลับมาเป็นเด็กเล็กๆ อีก เป็นไปไม่ได้ และต้องบอกเลยว่า โรงเรียนไม่สามารถพัฒนาลูกคุณได้เต็มร้อย เพราะสอนตามหลักสูตร แล้วจะหาครูที่มีคุณภาพ ในประเทศไทยมีไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์
  • แก้ระบบใหญ่ไม่ได้ ?
ไม่ได้ ต้องกลับมาที่ครอบครัว เพราะตอนนี้สังคมไทยถูกกระตุ้นกิเลสในตัวเอง ให้ซื้อและซื้อ ต้องรอให้สังคมล่มสลายก่อน เป็นหนี้เป็นสิน เหมือนอาร์เจนติน่า ต่อไปคุณจะดำเนินชีวิตแบบเดิมไม่ได้แล้ว เพราะทุกอย่างในประเทศเราเป็นของใครก็ไม่รู้
  • นอกจากเลี้ยงลูกให้พึ่งพาตัวเองได้น้อย การปลูกฝังเรื่องระเบียบวินัยก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญ นี่คืออีกปัญหาหนึ่ง ?
ครอบครัวตะวันตกเลี้ยงลูกให้พึ่งพาตัวเองตั้งแต่เด็ก ปล่อยให้ลูกแสวงหา ถ้ามีปัญหา พ่อแม่ก็ช่วย พอพ่อแม่แก่เฒ่า ลูกก็มาดูแล แต่คนชราฝรั่งจะไม่ชอบอยู่กับลูก เพราะชอบอิสระ อยากไปเที่ยวไหนก็ไป ส่วนสังคมญี่ปุ่นสอนลูกเรื่องการทำงาน ระเบียบวินัย และจริยธรรมจะเน้นมาก นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าสังคมญี่ปุ่นเครียด เพราะอยู่ในระเบียบ แต่ด้านหนึ่งก็ดี ส่วนสังคมไทยเป็นสังคมสบายๆ ทรัพยากรเยอะ เมื่อเปลี่ยนเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ความเป็นเมืองต้องการระเบียบวินัยมาก ถ้าอย่างนั้นคนที่ด้อยโอกาสจะถูกเอาเปรียบ เราสนใจเรื่องการพัฒนาตึก ถนน แต่ไม่วางฐานเรื่องการดำเนินชีวิต วินัยของครอบครัว ความเอื้อเฟื้อแบบคนไทย
แม้จะมีความทันสมัย แต่ต้องรู้ว่าเทคโนโลยีเราไม่ได้ผลิตเอง ซื้อเข้ามา จึงไม่แปลกที่บางคนเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือทุกเดือน เพราะคนไทยปรับตัวในเชิงวิถีชีวิตไม่ทัน เราไม่เตรียมรับกับการเป็นสังคมเมือง ในชนบทก็เอาวิถีชีวิตแบบเมืองเข้าไปใส่ เห็นขยะเกลื่อนไปหมด นี่คือปัญหาการบริหารประเทศ คือ ใช้นิสัยแบบไทยเดิม ทิ้งขยะไปทั่ว และตอนนี้ไม่ใช่แค่ขยะใบตองเหมือนสมัยก่อน แต่เป็นขยะพลาสติก
  • ในอนาคต ดูเหมือนจะฝากความหวังไว้กับเด็กไทยได้ยากยิ่ง ?
ไม่มีอนาคต ลำบากแน่ ยิ่งเราตามเทคโนโลยีเร็วเท่าไหร่ แล้วเราไม่พร้อม เราจะกลายเป็นผู้บริโภคที่ไม่มีวิจารณญาณ ถามว่าเด็กไทยอายุ 20 ปีแต่อายุสมอง 17 ปี การตัดสินใจในการเลือกซื้อของ ถ้ามีเงินร้อยบาท คุณจะซื้ออะไร ก็ต้องซื้อของที่มีประโยชน์และจำเป็น แต่ถ้าซื้อของโดยไม่มีวิจารณญาณ เงินที่ได้มาก็ไม่เกิดประโยชน์
  • มองลบเกินไปหรือเปล่าคะ
ก็ไม่ลบ ลองดูเทรนด์สิ ประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายที่รับเทคโนโลยีเข้ามาโดยที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง จะมีปัญหามาก ยิ่งเปิดรับเทคโนโลยีเสรีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นเหยื่อของคนที่แสวงหากำไร โดยที่ไม่ได้แยกแยะว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กของเรา
  • สังคมไทยกำลังเดินไปสู่จุดนั้น ?
แน่นอน นี่ยังไม่ได้พูดถึงภัยพิบัตินะ ถ้าเกิดอะไรขึ้น จะมีเด็กสักกี่คนดูแลตัวเองได้ ถ้าตกไปอยู่กลางเกาะ หุงข้าวไม่เป็น จะทำอย่างไรให้อยู่รอด พ่อแม่ทุกคนควรถามตัวเอง ถ้าไม่ได้เลี้ยงลูกให้พึ่งตัวเอง วันหนึ่งพลัดพรากจากกัน ลูกจะดูแลตัวเองได้ไหม รู้ไหมว่า ผักชนิดไหนกินได้หรือกินไม่ได้ หรือเลี้ยงลูกมายี่สิบปี ได้เกียรตินิยมแล้วกระโดดตึกตาย แบบนี้เอาไหม คนเราต้องฉลาดทุกส่วน คิดเป็น ไม่เบียดเบียนคนอื่น
ดังนั้นพ่อแม่ต้องรู้ความสามารถลูก ตรงไหนขาดต้องช่วย ตรงไหนเก่งต้องเสริม อย่าไปใช้ทัศนคติของเราเป็นตัวตัดสิน ปัญหาใหญ่ของพ่อแม่คือ อคติของตัวเอง ต้องยอมรับความเป็นธรรมชาติของลูก เด็กบางคนมีความเก่งอย่างหนึ่ง แต่พ่อแม่ไม่ยอมรับ ยกตัวอย่างการเป็นสถาปนิกที่เก่ง ไม่ได้ใช้แค่วิชาที่เรียน แต่ใช้วิชาความเป็นมนุษย์ รู้จักอารมณ์ของมนุษย์ ธรรมชาติของสี แสง และรูปทรง เรื่องพื้นฐานพวกนี้ต้องสอนตั้งแต่เด็กเรียกว่ามิติสัมพันธ์ ซึ่งเป็นฐานคณิตศาสตร์ แต่เราสอนคณิตศาสตร์แบบที่เด็กไม่ชอบ สอนให้ท่อง ทั้งๆ ที่เป็นวิชาในชีวิตประจำวัน แต่ถูกแปลงจากรูปธรรมเป็นสัญลักษณ์ เราไปเน้นสัญลักษณ์ท่องสูตร ทำให้เด็กไม่เข้าใจ ถ้าเราสอนเป็น ทำให้เด็กคุ้นเคยกับรูปทรง สี พื้นผิว เมื่อเด็กเรียนรู้มาถึงจุดหนึ่งจะแปลงเป็นสัญลักษณ์ได้เอง พ่อแม่บางคนสอนเด็กด้านศิลปะ ดนตรี พอมาเรียนในโรงเรียน เขาจะเก่งกว่าเด็กคนอื่น
  • เด็กๆ ขาดการเรียนรู้เรื่องมิติสัมพันธ์อย่างไร ?
ขาดทุกเรื่อง ก่อนจะมาถึงจุดนั้น เด็กต้องรู้จักใช้กล้ามเนื้อ ประสาทสัมผัสทั้ง 6 ต้องดี แต่เราจะสอนแค่สัมผัสทางตาและหู อย่างอื่นเราไม่สนใจ เด็กเล็กๆ ต้องสอนให้ลงมือทำ ดู ชิม ความรู้สึกภายในเป็นอย่างไร เมื่อโตขึ้นเขาจะค่อยๆ แปลงข้อมูลเหล่านี้เป็นนามธรรม เพราะมนุษย์เรียนรู้ด้วยการเลียนแบบ เด็กไม่ได้เรียนรู้จากการสั่งสอน จริงๆ แล้วเด็กแอบดูพ่อแม่ทุกวัน พ่อพูดแบบนี้ แต่ทำอีกแบบ แล้วลูกจะเชื่อไหม เราจะเรียนรู้มากที่สุดเวลาที่เราไม่รู้ตัว มันเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์
  • นั่นหมายถึงพ่อแม่ก็ต้องมีวุฒิภาวะด้วย ?
อย่างเรื่องสมอง ก็ต้องดูด้วยว่า ที่เราทำแบบนี้ บางครั้งเกิดจากภาวะเซลล์ที่มีปฎิกิริยากัน เพราะเซลล์มีเกิดตายตลอดเวลา มันก็เห็นอนิจจังในการเปลี่ยนแปลงร่างกายอยู่แล้ว ถ้าศึกษาลงไปถึงจุดเล็กๆ ก็คือการศึกษาธรรมะ และธรรมะก็คือธรรมชาติ การศึกษาร่างกายของมนุษย์ ก็คือ การศึกษาธรรมชาติ อยู่ที่ว่าเราปฎิบัติอย่างไร การที่เรานั่งสมาธิ เดินจงกรม ก็เพื่อให้จิตเราได้พัก ได้เห็นตัวตนข้างในมากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก "กรุงเทพธุรกิจ" 

วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

ปิดเทอม ... เด็กทั่วโลกเขาทำอะไรกัน

เราลองมาดูกันว่า นักเรียน นักศึกษาในต่างประเทศ ในช่วงปิดเทอมเขาทำกิจกรรมอะไรกันบ้างครับ จะน่าสนใจขนาดไหน ลองดูจาก 8 กิจกรรมด้านล่างนี้นะครับ


1. อาสาสมัคร (Volunteer)
กิจกรรมอาสาสมัคร เป็นกิจกรรมยามว่างของเด็กนักเรียน High School และ ระดับ College ในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมการเป็นอาสาสมัครการช่วยเหลือคนด้อยโอกาส และการเป็นอาสาสมัครช่วยผู้ประสบภัยในต่างประเทศอีกด้วย


2. ทำงานพิเศษ
งานพิเศษเป็นอีกกิจกรรมที่นอกจากจะได้เงินค่าขนมเพิ่มแล้ว ยังเป็นการออกกำลังกายเบาๆ การฝึกการทำงานในอนาคตและการสร้างวินัยในตนเองอีกด้วย นักเรียนและนักศึกษาจากอเมริกันชอบที่จะทำงานหารายได้พิเศษในช่วงวันหยุดยาวกันเป็นจำนวนมาก น้องๆคนไหนสนใจหารายได้พิเศษ การทำงานในช่วงที่ไม่ต้องเรียนหนังสือ เช่น ทำงานร้านอาหาร การรับงานเอกสารมาทำที่บ้าน งานเลี้ยงเด็ก ฯลฯ ก็เป็นอีกกิจกรรมที่ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว และสามารถมีเงินเก็บไว้ใช้จ่ายส่วนตัวด้วยนะครับ


3. ท่องเที่ยว
พักผ่อนหยุดยาวทั้งที นักศึกษาอเมริกันไม่ปล่อยเวลาให้ว่างเปล่าเป็นแน่ กิจกรรมอันตื่นเต้นอันดับต้นๆของนักศึกษาอเมริกันคงหนีไม่พ้นการไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆทั้งในรัฐของตัวเองและต่างประเทศ โดยสถานที่พักร้อนราคาถูกที่สุดที่คนอเมริกัน โดยเฉพาะนักเรียนและนักศึกษาชอบไปกันนั้น U.S.News ได้จัดอันดับให้ อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน (Yellowstone National Park )  เป็นอันดับที่ 1 โดยเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของโลและแห่งแรกของสหรัฐอเมริกาที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐไวโอมิง อีกทั้งยังเป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสัตว์ป่าที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่ หมีกริสลี่ หมีดำ ควายป่าไบซัน กวางมูส กวางเอลค์ แพะภูเขา บิ๊กฮอร์น แมวปาและหมาป่าครับ


4. อาบแดด
การอาบแดดเป็นอีกกิจกรรมในช่วงพักร้อนของนักเรียน นักศึกษาต่างชาติ ส่วนใหญ่แล้วนักเรียนและนักศึกษาจะอาบแดดริมชายหาด หรือบริเวณลานกีฬาในมหาวิทยาลัยก็มี นอกจากจะได้ผ่อนคลายจากการเรียนแล้ว ยังได้สีผิวที่สวยงามต้อนรับเปิดเทอมให้เพื่อนๆในชั้นเรียนประหลาดใจอีกด้วย


5. เล่นกีฬา 
กิจกรรมอีกอย่างที่ทำได้ง่ายๆ และทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังได้ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและทำให้ร่ายกายแข็งแรงอีกด้วย นักศึกษาจากทุกมหาวิทยาลัยในต่างประเทศก็มีชมรมกีฬาและกลุ่มกีฬาเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย อีกทั้งยังมีกิจกรรมด้านกีฬาในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนอีกด้วย


6. อ่านหนังสือ
การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมที่ทำกันได้ง่ายๆของนักเรียนทั่วโลก นอกจากช่วยเรื่องการฝึกสมาธิแล้ว ยังช่วยพัฒนาสมองได้อีกด้วย น้องๆลองเลือกอ่านหนังสือที่น้องๆสนใจดูนะครับ ไม่ว่าจะเป็น นิยาย หรือหนังสือเรียน ก็ช่วยให้เรามีกิจกรรมทำในยามว่างได้ทั้งนั้นครับ


7. แคมป์ฤดูร้อน (Summer Camp)
กิจกรรมการเข้าค่ายในช่วงฤดูร้อน เป็นอีกกิจกรรมที่นักศึกษาทุกชาติชอบทำกัน แต่อาจจะแตกต่างกันไปซักหน่อยตามแต่ละทวีป วัฒนธรรมและสภาพสังคมของนักเรียนในแต่ละประเทศ สำหรับนักเรียนอเมริกันแล้ว การตั้งแคมป์ในป่าถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ตื่นเต้นและน่าค้นหาเป็นอย่างมาก ใครสนใจจะตั้งแคมป์ในป่า โดยเฉพาะป่าในประเทศไทยก็ควรปรึกษาผู้ปกครองและตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติและวางแผนการเดินทางให้ดีๆ ด้วยนะครับ


8. นักเรียนแลกเปลี่ยน (Exchange Student)
กิจกรรมการเป็นนักเรียนแลกแปลี่ยนในวันหยุดยาวต่างมหาวิทยาลัยก็เป็นอีกกิจกรรมที่วัยรุ่นในสหรัฐอเมริกาและฝั่งยุโรปชอบทำกันมาก โดยจะแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและภาษายังมหาวิทยาลัยในประเทศแถบเอเชีย เช่น ในไทย ญี่ปุ่น เกาหลีและจีน น้องๆคนไทยคนไหนอยากแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมแบบนักเรียนอเมริกันหรือฝั่งยุโรปในช่วงปิดเทอม มหาวิทยาลัยในไทยหลายแห่งมีโครงการแลกเปลี่ยนตรงนี้อยู่ สามารถสอบถามได้จากฝ่ายกิจกรรมของมหาวิทยาลัยของน้องๆ ได้ครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ 8 กิจกรรมยามว่างในช่วงปิดเทอมของเพื่อนนักเรียน นักศึกษาต่างประเทศ จะใกล้เคียงกับกิจกรรมที่น้องๆทำกันอยู่ในช่วงปิดเทอมในประเทศไทยหรือเปล่าครับ ถ้าน้องๆ คนไหนทำอยู่แล้วก็ถือได้ว่าอินเทรนด์ไม่แพ้เพื่อนๆจากต่างชาติเลยนะครับ และถ้าน้องๆ คนไหนสนใจทำกิจกรรมทั้ง 8 กิจกรรมข้างต้นที่ ก็อย่ารีรอที่จะชวนเพื่อนๆ มาสนุกกันได้เลยในช่วงปิดเทอมครับ !

เรียบเรียงมาจาก http://blog.eduzones.com/