วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

เพียงแค่ 15-30 นาทีต่อวัน อย่างต่อเนื่องลูกก็จะกลายเป็นอัจฉริยะได้


สำหรับเด็กๆ แล้วการได้สนุกกับการทำงาน "ศิลปะ" แม้ช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 15 - 30 นาที ก็สามารถทำให้เด็กได้ใช้กระบวนการทาง "ความคิดสร้างสรรค์" รวมไปถึงฝึกฝนทักษะพื้นฐานทางด้านศิลปะ ด้วยการเริ่มจากการ ลากเส้นตรง เส้นโค้ง ขีด เขียนไปมา หรือระบายสีในรูปร่างง่ายๆ เช่น สี่เหลี่ยม วงกลม รูปทรงอิสระต่างๆ ซึ่งเด็กจะค่อยๆ มีการปรับการใช้มือ การจับดินสอ ด้วยด้วยตนเอง รวมถึงการรับรู้ และสมาธิ พร้อมทั้งได้ออกกำลังกล้ามเนื้อมัดเล็ก ข้อมือ การจัดระเบียบของร่างกาย สมาธิ ซึ่งเหมาะกับเด็กๆ ช่วงอายุ 3 ปีขึ้นไป

ครูช้าง @ 2015

"ศิลปะ" ที่เป็นมากกว่า "ภาพเขียน"

"ศิลปะ" ที่เป็นมากกว่า "ภาพเขียน"

หลายๆ คนจะคิดว่า "ศิลปะ" นั้นเป็นการวาดภาพสวยๆ การปลดปล่อยจินตนาการ ระบายสีสันลงไปในกระดาษอย่างสวยงาม หรือเป็นการฝึกสมาธิ และทำให้จิตใจสงบ อารมณ์เบิกบาน

"ศิลปะ" เป็นได้มากกว่านั้น เพราะสามารถนำมาใช้ในการบำบัดรักษาอาการของโรคต่างๆ ได้อีกด้วย ซึ่งเราเรียกว่า "ศิลปะบำบัด" หรือ Art Therapy


"ศิลปะบำบัด" (Art Therapy) คือ การใช้กิจกรรมทางศิลปะในหลายรูปแบบทั้งการวาด การปั้น การทำผ้าบาติก การทำเปเปอร์มาร์เช่ ฯลฯ เพื่อวินิจฉัยหาข้อบกพร่อง ความผิดปกติบางประการของกระบวนการทางจิตใจ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดออกมาเป็นคำพูด หรือมีปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งงานศิลปะจะช่วยให้บุคคลเหล่านี้ได้แสดงออกซึ่งความรู้สึกนึกคิดที่เก็บกดเอาไว้ นอกจากนั้นงานศิลปะยังนำมาใช้ในการตรวจวิเคราะห์คนไข้ได้ด้วย โดยจะวิเคราะห์อาการจากผลงานหรือการแสดงออกทางผลงานศิลปะ 

"ศิลปะบำบัด" ความสำคัญจะอยู่ที่ "ในระหว่างการทำงานศิลปะ เราต้องไม่สนใจว่าผลงานจะออกมาอย่างไร สวยหรือไม่สวยไม่สำคัญ ขอให้รู้ว่า กำลังวาดอะไร ทำอะไร คิดอะไร และมีสมาธิอยู่สิ่งนั้นหรือไม่ การทำงาน "ศิลปะ" ทั่วๆ ไปเพื่อบูรณาการทำให้ร่างกายและอารมณ์ดีขึ้น แต่หัวใจของ "ศิลปะบำบัด" คือ ปลดปล่อย, มีการพัฒนาทางอารมณ์ที่ดีขึ้น, สงบ และมีสมาธิ"

"ศิลปะบำบัด" ไม่ใช่เพียงแต่ว่าต้องนำมาใช้กับผู้ที่มีปัญหาทางด้านจิตใจเท่านั้น เช่นเด็กพิเศษหรือเด็กออทิสติก เด็กสมาธิสั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว "ศิลปะบำบัด" สามารถนำไปใช้กับบุคคลทั่วๆ ไปได้ เพราะ "ศิลปะบำบัด" เป็น การระบายออกทางอารมณ์ ทางหนึ่งเช่นกัน




เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าประโยชน์ที่ได้จากการทำ "ศิลปะบำบัด" ทำให้เราสามารถวิเคราะห์ และรับรู้ได้ว่าสภาพจิตใจของแต่ละคนนั้นเป็นอย่างไร หลังจากให้ทำงานศิลปะแล้ว เช่น  อาจจะให้นั่งทำงานศิลปะที่มีข้อจำกัดด้วยเรื่องวัสดุอุปกรณ์ สี กระดาษ แล้วลองให้มีการแบ่งปันกันทำงานศิลปะด้วยกันหลายๆ คน บางคนอาจจะสนุก บางคนอาจจะอึดอัด บางคนควบคุมอารมณ์ได้ บางคนก็ระเบิดอารมณ์ใส่ก็มี เนื่องจากควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้ ซึ่งเราสามารถวิเคราะห์ได้ว่ามีความผิดปกติ และบกพร่องทาง EQ (ความฉลาดทางด้านอารมณ์)



สำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของ "ศิลปะบำบัด" การได้เข้าคอร์ส "ศิลปะบำบัด" นั้นจะดีกว่า เพราะจะมีผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับทางด้าน "ศิลปะบำบัด" คอยดูแล ซึ่งจะมีความละเอียด และสังเกตผู้ที่เรียนอยู่เสมอ ซึ่งนั่นจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ

1. พัฒนาด้านอารมณ์และสมาธิ
โดย "ศิลปะ" จะช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์ และจิตใจได้ระบายออกมาในรูปแบบที่ถูกต้องและสร้างสรรค์ ผ่านงานศิลปะในรูปแบบต่างๆ ซึ่งระหว่างขั้นตอนของการทำงานศิลปะนั้น ก็จะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย รับรู้อารมณ์ต่างๆ ของตนเอง ซึ่งจะสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น รวมไปถึงการที่มีสมาธิขึ้นอีกด้วย อีกทั้งยังการลดความเครียด ความวิตกกังวลได้อีกอีกทางหนึ่งด้วย

ดังคำกล่าวที่ว่า "ศิลปะ นั้นคือสิ่งจรรโลงจิตใจของมนูษย์ ช่วยให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ มีจิตใจอ่อนโยน ไม่หยาบกระด้าง รู้สึกสงบ และมีสมาธิ"

2. พัฒนาด้านร่างกาย
และยังมีนักวิทยาศาสตร์ทางด้านสมองได้กล่าวอีกว่า "การที่เราวาดภาพระบายสีนั้น เป็นการกระตุ้นประสาททั้ง 5 ของมนุษย์ (ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และการสัมผัสด้วยกาย เพื่อให้มีความไว และความละเอียด แล้วนำมาใช้ในการแสดงผลได้เป็นอย่างดี ) ทำให้เซลล์สมองเชื่อมต่อกัน เป็นวงจรประสาท และจัดระเบียบกันได้ดีขึ้น นั่นซึ่งจะนำไปสู่การที่ สมองจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น" 

3. พัฒนาทางด้านตนเองและสังคม
ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีความสัมพันธ์กับผู้อื่น และมีทัศนคติที่ดีขึ้น มีความสามารถในการตัดสินใจหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความอดทนต่อแรงกดดันจากรอบๆ ข้างได้ดีขึ้น มีความสามารถและทักษะทางศิลปะเพื่อในการไปให้ถึงเป้าหมายอีกทางเลือกหนึ่ง จนถึงการประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตร่วมกับสังคม



ดังนั้น "ศิลปะ" หรือ "ศิลปะบำบัด" จึงไม่ได้ใช้แค่เฉพาะกับ "ผู้ที่มีปัญหาทางจิต" หรือ "คนที่ทำงานศิลปะ" เพียงเท่านั้น  แม้แต่บุคคลทั่วๆ ไปก็ยังสามารถนำเอา "ศิลปะ" มาใช้ในชีวิตประจำวัน หรือบำบัดอารมณ์ของเราเพื่อให้ดีขึ้นได้ โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องวาดรูปออกมาให้สวยงาม เหมือนกับที่ศิลปินที่ทำงานศิลปะ ขอเพียงแต่เราได้ขีดๆ เขียนๆ หรือระบายสีไปตามใจชอบ เพียงเท่านี้อารมณ์ที่เครียดๆ ของคุณก็จะดีขึ้นมา และมีหลายๆ คนเคยสอบถามกับผู้เขียนว่า "จะวาดได้อย่างไร ในเมื่อวาดรูปไม่เป็น" ขอกล่าวไว้ตรงนี้เลยนะครับว่า ... "ทุกคนเกิดมาวาดรูปเป็นอยู่แล้ว เพราะทุกคนเขียนหนังสือได้ ... สวยหรือไม่สวยนั่นมันเป็นเรื่องของทักษะและการเรียนรู้ที่ต้องมีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง การทำงาน ศิลปะแบบนี้ของเราก็เพื่อตัวเรา เราทำแล้วมีความสุข สวยหรือไม่สวยไม่ใช่สิ่งสำคัญ ... แต่สิ่งสำคัญมันอยู่ที่ว่า เราทำแล้ว เรามีความสุข อารมณ์ ความคิด และจินตนาการของเราดีขึ้นต่างหากหรือไม่" ... 

ครูช้าง @ 2015


ภาพการเรียนการสอนศิลปะบำบัด ให้กับเด็กพิเศษ รุ่นที่ 1 โดย "ครูช้าง"