วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

ขอเชิญร่วมกิจกรรม "ขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำความดี ปีที่ 9"

ขอเชิญร่วมกิจกรรม และร่วมบริจาคสิ่งของ อุปกรณ์เครื่องเขียน อุปกรณ์กีฬา ข้าวสารโครงการอาหารกลางวันให้เด็ก เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และทุนการศึกษา กับโครงการ "ขี่มอเตอร์ไซค์ ไปทำความดี ปีที่ 9" กับชมรม Iron Eagle MC Chiang Mai ซึ่งปีนี้ทางชมรมฯ จะเดินทางไปบริจาคสิ่งของ  ณ "โรงเรียนบ้านนามน" หมู่ที่ 7 ต.เมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 





โรงเรียนบ้านนามน เป็นโรงเรียนขยายโอกาสประเภทอยู่ประจำแบบพึ่งตนเอง สอนตั้งแต่ อนุบาล ถึงม.3   มีนักเรียน 260 คน นักเรียนที่อยู่ประจำ120 คน, ครู 13 คน นักเรียนที่อยู่ประจำต้องพึ่งตนเองทั้งความเป็นอยู่และอาหารการกิน ขาดแคลนเรื่องของใช้ประจำวัน เช่นสบู่, ยาสีฟัน, เสื้อผ้า, ผ้าอนามัย, แชมพูสระผม, เครื่องกันหนาว, เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม, อุปกรณ์การเรียน, การศึกษา, อุปกรณ์กีฬาและศิลปะ รวมไปถึงยารักษาโรคทีจำเป็น

ดังนั้น ทางชมรมฯ จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ทุกๆ ท่านผู้มีจิตเมตตา ร่วมบริจาคสิ่งของ เครื่องกันหนาว เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม, อุปกรณ์การเรียน, อุปกรณ์กีฬา, สื่อการเรียนการสอน, ทุนการศึกษา, และยารักษาโรค  เพื่อที่ทางชมรมฯ จะได้รวบรวม และเดินทางไปส่งมอบให้กับน้องๆ นักเรียนที่ "โรงเรียนบ้านนามน" ในวันที่ 7 - 8 ธันวาคม 2556 ที่จะถึงนี้  หรือใครมีความประสงค์จะร่วมเดินทางไปด้วย ทางชมรมฯ ก็จะขอยินดีเป็นอย่างยิ่ง


ติดต่อสอบถามเพื่อร่วมบริจาคได้ที่...

-คุณเติ้ล ร้าน พี.เค.ช็อป (บ้านเชียงแสน สารภี) โทร. 08 1595 2058
-คุณเก่ง ร้านเก่ง ฟลาวเวอร์แมน แม่โจ้ โทร. 08 1671 9511
-ครูโชค หรือ ครูช้าง โรงเรียนสอนศิลปะ สมาร์ท อาร์ต ประตูช้างเผือก  โทร. 09 1505 5996

สถานที่สำหรับส่งสิ่งของบริจาคนะครับ

คุณเติ้ล ร้าน พี.เค.ช็อป (บ้านเชียงแสน) เชียงใหม่
เลขที่ 46/3 ม.2 ถนนเลียบรางรถไฟ ต.หนองผึ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ 50140


หรือจะโอนเงินเข้าบัญชี "ครูช้าง" ได้ที่...

ชื่อบัญชี นายพงศ์ประนาฏต์ เพชรัตนกูล
เลขที่บัญชี 390-4-52540-3 ประเภทออมทรัพย์
ธนาคารกรุงเทพ สาขาประตูช้างเผือก เชียงใหม่

(หมายเหตุ)***หากได้โอนเงินผ่านบัญชีแล้ว รบกวนช่วยแจ้งหรือส่ง SMS มาที่ 09 1505 5996 บอกจำนวนเงินและวันที่โอนเงิน ชื่อที่อยู่ เพื่อที่ทางชมรมฯ จะได้ทำบัญชีและส่งหนังสืออนุโมทนาและขอบคุณไปยังท่านอีกครั้งหนึ่ง


คลิ๊กดู สถานที่และโรงเรียนต่างๆ ที่ทางชมรมฯ ได้เดินทางไปบริจาคได้จากลิ๊งค์ด้านล่างนี้http://smartart-cnx.blogspot.com/2013/09/iron-eagle-mc-chiang-mai.html


ทางชมรมฯ หวังเป็นอย่างว่า จะได้รับความอนุเคราะห์จากท่านในการร่วมบริจาคสิ่งของและทุนการศึกษา รวมไปถึงให้กำลังใจ ผลักดันให้กิจกรรม "ขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำความดี"ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กๆ และประโยชน์ต่อการศึกษาในโรงเรียนที่ห่างไกล ซึ่งนั่นหมายความว่า ได้ส่งผลที่ดีที่อนาคตของประเทศชาติ





โครงการ "ขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำความดี" Iron Eagle MC Chiang Mai


ในทุกๆ ปี พวกเราเหล่าพี่น้องชาวนกเหล็กล้านนา Iron Eagle MC เชียงใหม่ จะได้เดินทางนำสิ่งของ, อุปกรณ์ เครื่องกันหนาวและเงินทอง ไปมอบให้กับเด็กๆ และนักเรียนที่อยู่ห่างไกลจากชุมชน....

เมื่อราวๆ ปี 2548 ได้มีกลุ่มคนที่รักการท่องเที่ยวและขับขี่ได้รวมตัวกันทำกิจกรรมและท่องเที่ยวทั่วไทยด้วยรถมอเตอร์ไซค์ จากกลุ่มคนเล็กๆ เพียงไม่กี่คนในสมัยนั้น 


ผ่านมาจนถึงวันนี้กลุ่มคนเล็กๆ ก็ค่อยๆ เติบโต จำนวนสมาชิกก็เพิ่มจำนวนตามไปด้วย โดยอยู่กันบนพื้นฐานของมิตรภาพ พี่น้อง และความจริงใจ ร่วมเป็นร่วมตายกันบนท้องถนนแบบไม่เคยที่คิดจะทิ้งกัน และหลายๆ ครั้งที่พวกเรารวมกลุ่มกัน "ขี่มอเตอร์ไซค์เพื่อไปทำความดี" ภายใต้ชื่อ "Iron Eagle MC Chiang Mai" หรือจำกันง่ายๆ ว่าพวกเราเป็น "นกเหล็กแห่งมหาล้านนา"...


การรวมกลุ่มของกลุ่มคนทำงานที่หลากหลายอายุ หลากหลายวิชาชีพ ไม่จำกัดยี่ห้อรถ ไม่จำกัดประเภทของรถ แต่ขอให้เป็นมอเตอร์ไซค์เหมือนกัน ไม่จำกัดซีซีของรถ.....แต่ขอให้รักการขับขี่เหมือนกัน และตั้งอยู่บนพื้นฐานของมิตรภาพและความจริงใจต่อกัน กอดคอกันไปได้ทุกที่ที่มีทาง...


และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทางชมรมฯ จะได้จัดกิจกรรม "ขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำความดี" ตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งเป็นกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม และสาธารณะชน นอกเหนือจากการขับขี่ท่องเที่ยว ในแต่ละครั้งสมาชิกของชมรมฯ ก็จะร่วมบริจาคและจะเชิญชวนญาติสนิท มิตรสหาย หรือหน่วยงานต่างๆ เพื่อร่วมบริจาค และรวบรวมสิ่งของ เครื่องใช้ อุปกรณ์ทางการศึกษา, การกีฬา, ศิลปะ ยารักษาโรค เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม รวมไปถึง ทุนการศึกษา เพื่อส่งมอบให้กับโรงเรียนและเด็กที่อยู่ในท้องถิ่นที่อยู่ห่างไกลสังคม ห่างไกลความเจริญ และขาดโอกาสในบางอย่าง....



ครั้งที่ 1 ปี 2548 ณ โรงเรียนคนตาบอดภาคเหนือ จ.เชียงใหม่



ครั้งที่ 2 ปี 2549 ณ หมู่บ้านชาวเขา บ้านห้วยน้ำริน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย




ครั้งที่ 3 ปี 2550 ณ โรงเรียนคนตาบอดภาคเหนือ จ.ลำปาง




 ครั้งที่ 4  ปี 2551 ณ โรงเรียนบ้านทับกุมารทอง อ.แม่จัน จ.เชียงราย



ครั้งที่ 5  ปี 2552 ณ โรงเรียนบ้านปางตอง อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน



ครั้งที่ 6  ปี 2553 ณ โรงเรียนภูคาวิทยาคม อ.ปัว จ.น่าน



ครั้งที่ 7  ปี 2554 ณ โรงเรียนบ้านพิทักษ์ไทย อ.เทิง จ.เชียงราย




ครั้งที่ 8  ปี 2555 ณ โรงเรียนบ้านนาคูหา อ.เมือง จ.แพร่




ครั้งที่ 9  ปี 2556 ณ โรงเรียนบ้านนามน ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่



ครั้งที่ 10  ปี 2557  โรงเรียนบ้านห้วยปูลิง ต.ม่อนจอง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่



ครั้งที่ 11  ปี 2558  โรงเรียนบ้านแม่กะไน  ต.แม่เหาะ  อ.แม่สะเรียง  จ.แม่ฮ่องสอน





ครั้งที่ 12  ปี 2559  โรงเรียนบ้านสบทุ  อ.เชียงคำ  จ.พะเยา

.................................................................................

ทางชมรมฯ หวังเป็นอย่างว่า จะได้รับความอนุเคราะห์จากท่านในการร่วมบริจาคสิ่งของและทุนการศึกษา รวมไปถึงให้กำลังใจ ผลักดันให้กิจกรรม "ขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำความดี" ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กๆ และประโยชน์ต่อการศึกษาในโรงเรียนที่ห่างไกล ซึ่งนั่นหมายความว่า ได้ส่งผลที่ดีที่อนาคตของประเทศชาติ จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์จากทุกๆ ท่านในการสนับสนุนกิจกรรมนี้ด้วยจิตอาสาและกำลังศรัทธาในการผลักดันกิจกรรมดีๆ อย่างนี้คืนสู่สังคม


"อยู่อย่างต่ำ ทำอย่างสูง"

วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556

สะบัดพู่กันจากปลายงวง สะเทือนถึงดวงดาว


“ครูโชค” ผู้สอนช้างสะบัดพู่กัน

“ช้างวาดรูป” ความอัศจรรย์แห่งการสร้างสรรค์งานศิลปะ ที่ต้องใช้ความผูกพันระหว่างมนุษย์กับช้าง รวมกันจนสามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่สวยงาม

“เสาร์พิเศษ” สัปดาห์นี้นำเสนอเรื่องราวของครูโชค หรือมักจะเรียกกันว่า “ครูช้าง” ผู้สอนช้างให้สามารถสร้างสรรค์งานศิลปะบนผืนผ้าใบได้อย่างน่าอัศจรรย์

"ครูโชค" ชื่อจริง "พงศ์ประนาฏต เพ็ชรัตนกูล" (ชื่อเดิม ทศพล) เกิดวันที่ 28  กุมภาพันธ์ 2511 เกิดที่ ต.คลองวาฬ   อ.เมือง   จ.ประจวบคีรีขันธ์  จบการศึกษาศิลปศาสตร์บันฑิต  วิชาเอกศิลปกรรม วิทยาลัยครูนครปฐม  เรียนจบมาก็ทำงานออกแบบและวาดภาพประกอบหนังสืออยู่ใน กทม. หลายปี  ย้ายมาอยู่เชียงใหม่เมื่อเดือน ธันวาคม ปี 2539  ตอนนั้นเบื่อๆ กทม. จึงออกเดินทางตามหาความฝัน และความหมายของคำว่า "ชีวิต" จนมาเจอที่เชียงใหม่ว่า "ชีวิตจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการใช้ชีวิตให้ดี มีคุณค่า มีความสุข และการที่จะมีชีวิตอยู่ได้นอกจากที่กล่าวไปแล้วนั้น ก็คือการทำงาน การให้ การแบ่งปัน และ น้อมรับจากผู้อื่นด้วยความเต็มใจ"  ดังนั้นจึงได้ปักหลักอยู่ที่เชียงใหม่นับแต่นั้นมา โดยมีคติประจำใจก็คือ  “อยู่อย่างต่ำ ทำอย่างสูง ... ตลอดมาเป็นอย่างไร ตลอดไปเป็นอย่างนั้น”


เส้นทางสู่การเป็นผู้สอนช้างวาดรูปเริ่มต้นที่ปางช้างแม่สาแต่ไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้น เพราะตอนที่เข้าไปนั้นมีผู้ฝึกสอนช้างวาดรูปอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งในช่วงแรกที่มีการฝึกสอนช้างวาดรูปนั้น เป็นการลองผิดลองถูก ฝึกให้ช้างลองแต้มสี สะบัดพู่กัน ตบสี และอื่นๆ ในยุคแรกนั้นเป็นศิลปะแนวนามธรรม  ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ช้างวาดรูป ก็คือ คุณอัญชลี กัลมาพิจิตร ซึ่งได้นำศิลปินมาฝึกช้างวาดรูปหลายคน จนมาถึงครูโชคที่ได้ทำการฝึกและพัฒนางานศิลปะของช้างอย่างจริงจัง และเริ่มฝึกให้ช้างวาดภาพธรรมชาติ ช่วงนี้ผู้คนจึงเริ่มฮือฮากันเพราะทึ่งในผลงานของช้าง

ในปี 2546 "ครูโชค" ซึ่งขณะนั้นประกอบอาชีพเป็น นักออกแบบ และศิลปินอิสระ  มีโอกาสได้เจอกับผู้บริหารระดับสูงของปางช้างแม่สา  ในงานแสดงผลงานศิลปะ และได้ชักชวนให้มาทำงานด้านนี้ เพราะมีมูลนิธิเกี่ยวกับช้างที่ชื่อ Asia Elephant Foundation ต้องการศิลปินเพื่อทำหน้าที่คอยดูแลสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของช้าง และรวบรวมผลงานส่งให้กับมูลนิธิฯ "ครูโชค" จึงได้เข้าสู่วงการศิลปะของช้าง (Elephant Painting) ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ช่วงที่ได้ทำงานให้มูลนิธิฯ นั้น ก็ได้สัมผัสกับช้างอย่างลึกซึ้ง ทุกวันจะเฝ้าดูพฤติกรรมช้าง ได้ลองผิดลองถูกร่วมกับช้าง และควาญช้าง เพื่อจะหาวิธีการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบใหม่ๆ จนกระทั่งหมดสัญญาการทำงานให้กับองค์กร Asia Elephant Foundation ก็ได้มาทำงานเป็น "ครูสอนช้างวาดรูป" อย่างเต็มตัว

(ช้าง "ล้านคำ" เป็นช้างเชือกแรกที่ลงสีแรก แปรงลงลงบนผืนผ้าใบ ในการทำวาดภาพเพื่อบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ ภาพวาดที่มีราคาแพงที่สุดในโลก ที่มีชื่อว่า "ลมหนาว สายหมอก เสน่หา แห่งล้านนา หมายเลข 1" ในเช้าของวันที่ 19 ก.พ. ปี 2005 ณ ปางช้างแม่สา, เชียงใหม่)











(ภาพสเก๊ตซ์งานต้นแบบของภาพวาด "ลมหนาว สายหมอก เสน่หาแห่งล้านนา หมายเลข 1" ที่ออกแบบโดย "ครูช้าง" เพื่อไว้ทำความเข้าใจกับควาญช้างและทีมงานในการทำงาน เพื่อให้ทุกๆ คนเข้าใจเหมือนกัน เวลาทำงานจะได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว ตามหลักปรัชญาของ "ช้างวาดรูป" ที่ผมตั้งเอาเองว่า "หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับหนึ่ง")


ในช่วงนี้เองก็ได้สร้างผลงานที่ลงทันทึกกินเนสบุ๊ก คือ “ภาพวาดของช้างที่แพงที่สุดในโลก” ในชื่อ ลมหนาว สายหมอก เสน่หาแห่งล้านนา หมายเลข 1วาดบนผืนผ้าใบขนาดสูง 2.40 เมตร ยาว 12  เมตร ใช้ช้างศิลปินจำนวน 8 เชือก ช่วยกันวาด และได้ถูกประมูลไปในราคา 1,500,000 บาท


(ภาพแห่งประวัติศาสตร์ จากการทำกินเนสส์เวิล์ดเร็คคอร์ด ภาพวาดของช้างที่มีราคาแพงที่สุดในโลก ที่มีชื่อว่า "ลมหนาว สายหมอก เสน่หาแห่งล้านนา หมายเลข 1" ณ ปางช้างแม่สา เมื่อปี 2005 แต่ได้รับการบันทึกสถิตโลกในปี 2006 จากภาพ กำลังใช้มือขวาบอกกับควาญช้างว่า "โอเค" แล้ว เป็นอันว่าภาพนี้ได้วาดเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว)



นิยามกว้างๆ ของ "ศิลปะ" ก็คือ "ต้องเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์โดยมนุษย์" แต่เหตุที่ "ผลงานจากช้างจัดได้ว่าเป็นงานศิลปะ เพราะว่าผ่านกระบวนการทางด้านความคิดจากมนุษย์ก่อน ขบวนการฝึกสอนเชิงศิลปะ อีกทั้งในขณะที่วาดรูปก็เป็นการวาดรูปร่วมกับควาญช้างซึ่งเป็นพี่เลี้ยงและศิลปิน ดังนั้นจึงเป็นการทำงานร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย นั่นก็คือ ช้าง, ควาญช้าง และศิลปิน ดังนั้นผลงานที่ออกมาจึงจัดเป็นผลงานศิลปะอย่างหนึ่ง การจะสร้างสรรค์งานศิลปะจากช้างได้นั้น ควาญและช้างต้องมีความเป็นหนึ่งเดียว เพื่อถ่ายทอดผลงานให้ตรงตามที่คิดไว้มากที่สุด"

ศิลปะจากช้างนั้น นอกจากผลงานแล้วผู้คนมักจะประทับใจความน่ารักของช้างด้วย ยิ่งถ้าเป็นช้างเชือกที่อายุยังน้อยๆ แม้ผลงานที่ออกมาอาจไม่ตรงตามที่คิดไว้แต่ส่วนใหญ่ก็ได้ใจผู้ชม การที่จะสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้ดีแค่ไหนนั้น ควาญช้างคือตัวแปรสำคัญ เพราะในขณะที่สั่งให้ช้างวาดรูปนั้นศิลปินจะเข้าไปยุ่งมากไม่ได้ ดังนั้นควาญช้างต้องสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ เพราะในขณะที่ช้างกำลังวาดรูปด้วยพู่กันอยู่นั้น ไม่สามารถจะรู้ล่วงหน้าได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งควาญช้างจะต้องอ่านทางของช้างให้ออก เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ตัวช้างเองก็ต้องฝึกฝนในเรื่องของการฟังคำสั่งและการตวัดงวงให้ได้ตามคำสั่ง ต้องรู้ใจควาญช้างด้วย ดังนั้นจึงเป็นที่มาของสูตรที่ว่า 1+1 เท่ากับ 1 นั่นก็คือ ควาญช้างและช้าง ต้องประสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียว


ผลลัพท์ของงานที่ออกมา ส่วนใหญ่มักจะออกมาเหนือกว่าที่คาดกันไว้ เพราะบางทีคนออกแบบก็มักจะไปคิดแทนช้างว่าทำได้แค่นั้นแค่นี้ แต่จริงๆ แล้วช้างสามารถทำได้ดีกว่าที่คาดกันไว้เสมอ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีบางครั้งที่ไม่ตรงกับแบบที่ตั้งใจไว้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าเป็นความสามารถเฉพาะตัวในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของควาญช้างที่จะต้องควบคุมให้ช้างสามารถวาดรูปออกมาให้สวยงาม

ถึงจุดนี้หลายคนอาจจะงงว่าทำไมควาญช้างทำไมถึงสามารถสั่งช้างได้ สาเหตุที่ควาญสามารถสั่งได้เพราะช้างเมื่อเกิดมาได้ 2 ขวบต้องมาเข้าโรงเรียนภายในปางช้าง ต้องเรียนคำสั่งพื้นฐานเช่น หยิบ, จับ, เดินหน้า, ถอย, ซ้าย, ขวา และ บน เป็นต้น ดังนั้นเวลาที่ควาญสั่งให้ช้างวาดรูป จึงต้องใช้คำสั่งพื้นฐานเหล่านี้ในการสั่งให้ช้างตวัดงวงตาม เช่น สั่งให้วาดรูปวงกลม, ลากเส้นเป็นกลีบดอก หรือ แต้มสี เป็นต้น

"ครูโชค" สั่งสมประสบการณ์ในการทำงานด้านศิลปะและออกแบบมาเป็นเวลานาน จึงตกผลึกทางความคิดและแนวทางการเรียนการสอนศิลปะที่เป็นรูปแบบของตนเอง จึงได้ร่วมกับ โรงเรียนสมาร์ท แอ็ท ไอที โดยเปิดเป็นโรงเรียนสอนศิลปะที่มีชื่อว่า “สมาร์ท อาร์ต” เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ทางด้านศิลปะให้กับเด็กๆ และบุคคลทั่วไปที่มีใจรักงานศิลปะ 

โรงเรียนตั้งอยู่ที่ 201-205 ถ.พระปกเกล้า  ต.ศรีภูมิ  อ.เมือง  จ.เชียงใหม่   สามารถโทรสอบถามหรือร่วมพูดคุยเรื่องราวทางศิลปะได้ที่เบอร์ 053-214160, 053-214 161 และ 091 505 5996 หรือจะแอดเป็นเพื่อนทางเฟซบุ๊กเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวอื่นๆ ของ "ครูช้าง" ที่ เฟซบุ๊กชื่อ “kruchang pongpranart

ขอบคุณหนังสือพิมพ์ ไทยนิวส์ 


บันทึกในวันทำสถิติโลก 
เขียนที่ปางช้างแม่สา, อ.แม่ริม, จ.เชียงใหม่

หากย้อนหลังไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว (2546) "ช้าง" กับผมช่างห่างไกลกันเหลือเกิน ... จากชีวิตของคนทำงานศิลปะและนักออกแบบที่เดินทางมาจากรุงเทพฯ (2540) เพื่อมาหาความหมายดีๆ ของคำว่า "ชีวิต" ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมืองที่งดงามและอุดมไปด้วยศิลปวัฒนธรรม เมื่อมาถึงเชียงใหม่แล้ว ก็ได้มีโอกาสมาสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมกับพี่ๆ กลุ่มศิลปินล้านนา "ชมรมส่งเสริมสล่าล้านนา" นอกจากทำงานศิลปะแล้ว ยังเป็น"ครูอาสาสมัคร" ให้กับ "ผู้พิการ" และ "เด็กๆ" ... 
จนวันหนึ่งได้มีโอกาสพบกับผู้บริหารระดับสูง "ปางช้างแม่สา" จึงได้มีการชักชวนและทดลองทำงานศิลปะร่วมกับช้าง 

เป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัส และใกล้ชิดกับช้างมากที่สุด ก็คือวันที่ไปร่วมทำงานศิลปะกับช้างในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 มันทั้งตื่นเต้น ผสมกับความ "กลัวช้าง" ผมเป็น "คนกลัวช้างมากครับ ปัจจุบันก็ยังกลัวอยู่" เพราะไม่เคยได้อยู่ใกล้ชิดกับช้างมากขนาดนี้ กลัวไปหมด กลัวทั้งช้าง กลัวทั้งความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมายหมาย กลัวว่าจะทำงานร่วมกับช้าง,ควาญช้าง, และทีมงานของปางช้างแม่สาไม่ได้ ....

และพอผมเห็นช้างวาดรูปแล้ว ก็ยิ่งมีความตื่นเต้นมาก อีกทั้งความสงสัยพร้อมกับความท้าทาย ว่าจากสิ่งที่ช้างวาดป้ายสีไปมานั้น จะสามารถพัฒนาไปสู่รูปแบบอื่นและเป็นงานศิลปะได้หรือไม? ... ผมจึงเริ่มต้นศึกษาและเรียนรู้ว่าช้างแต่ละเชือกวาดภาพอย่างไร? รูปแบบที่วาดถนัดแบบไหน? และควรจะพัฒนาไปทางใด? เพื่อไม่ให้ฝืนและผิดธรรมชาติของช้าง ที่สำคัญต้อง "ไม่เป็นอันตรายต่อตัวช้าง"

ผมใช้เวลาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวในการเรียนรู้วิถีชีวิต, ความเป็นอยู่ และธรรมชาติของช้าง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่อยู่รอบๆ ตัว ... ในเบื้องต้นยอมรับว่าต้องทำการบ้านหนักมาก เพราะสิ่งที่ผมกลังจะทำต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเรียนรู้มาก่อน และทฤษฎีการสอนศิลปะให้กับช้างก็ไม่ได้ถูกบรรจุเอาไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนศิลปะเสียด้วย ...

ผมฝังตัวอยู่ที่ปางช้างแม่สาอยู่เป็นปีๆ จนกระทั้งองค์ความรู้ที่ได้เรียนรู้มาจากช้าง, ควาญช้าง ได้ตกผลึกทางความคิด และกลายเป็นเทคนิคการสอน, ขั้นตอนการทำงาน ได้ถูกถ่ายทอดไปสู่ช้าง, ควาญช้าง จนสามารถพัฒนางานศิลปะมาจนถึงปัจจุบัน ....

ช้างทุกเชือกเรียนรู้ได้เร็, น่ารัก และฉลาด ควาญช้างให้ความร่วมมือ ยอมรับในการพัฒนา ใส่ใจและกระตือรือร้นต่อการทำงาน ... นี่คือสิ่งที่ผมสัมผัสได้ในความเป็น "ศิลปิน" ของพวกเค้า เราเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งผม, ช้าง และควาญ จึงเกิดเป็นผลงานศิลปะดีๆ ออกสู่สาธารณะชน ... 

และสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า "การตัดสินมาทำงานศิลปะร่วมกับช้าง" ในครั้งนั้นได้ทำให้ผมได้ค้นหาความหมายดีๆ ของชีวิตได้ในวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมได้คำตอบก็คื"สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตบนโลกใบนี้ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข หากเราใส่ใจ เรียนรู้ และเข้าใจกันและกัน"

"ครูโชค"
ครูสอนศิลปะสำหรับช้าง ประจำปางช้างแม่สา (2003-2012)
เขียนไว้เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2548