วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เคล็ดไม่ลับของการเริ่มต้นวาดรูป


เคล็ดไม่ลับในการเริ่มต้นวาดรูป ...

1. ต้องมีทัศนคติที่ดี ต่อการวาดรูป มีความเชื่อมั่น มีความสุข และรู้สึกดีๆ ต่อการวาดรูปหรืองานศิลปะ เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันจะช่วยทำให้เรามีความเชื่อมั่นว่า เราต้องทำได้ ...

2. ต้องมีการหมั่นฝึกฝนอยู่อย่างสม่ำเสมอ อะไรก็แล้วแต่หากเราทำอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้เราเก่งได้ รูปแรกอาจจะยังไม่สวย แต่เชื่อเถอะรูปที่ 500 ต้องสวยกว่ารูปแรกแน่นอน ... ตอนที่เราฝึกใหม่ๆ ให้เราวาดอะไรก็ได้ไปก่อน จากสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวที่เห็น ที่ชอบ และอยากวาดไปก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ สังเกต ดูว่าเราชอบหรือสนใจอะไรเป็นพิเศษ เพราะนั่นมันจะนำเราไปสู่ความเป็นรูปแบบของเราเอง

3.ข้อสุดท้ายนี้สำคัญ นั่นคือ การสร้างแรงบันดาลใจ เมื่อเราเจอภาพ หรืออะไรที่เราชอบ ก็ขอให้เก็บไว้ หรืออาจจะถ่ายรูปไว้ เพื่อเก็บเอาไว้ดู หรือสร้างแรงบันดาลใจในครั้งต่อๆ ไป หมั่นเป็นคนช่างสังเกต จดจำ ผ่านความเป็นตัวตนของเรา จนไปสู่กระบวนการถ่ายทอดออกมาเป็นภาพ สิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเราล้วนแต่เป็นแรงบันดาลใจได้ทุกชนิด

ทั้ง 3 แนวทางนี้ อาจจะไม่ใช่สูตรสำเร็จในการวาดภาพ แต่เหมาะกับคนที่เริ่มต้นจะวาดรูป แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง

"ครูช้าง"
2013

การพัฒนาตนเอง 6 ประการ สู่ความสำเร็จในอนาคต


ความสำเร็จ หมายถึง การทำได้เสร็จในสิ่งที่ต้องการหรือหวังไว้ ซึ่งการจะทำอะไรได้คงจะต้องมีองค์ประกอบบางประการที่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่จะทำว่ามีความยากมากหรือน้อย และอาจขึ้นกับสิ่งที่หวังไว้ด้วยว่ามีความเป็นไปได้มากหรือน้อย อย่างไรก็ตาม การพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพและรู้จักตั้งระดับของความคาดหวังย่อมทำให้มีโอกาสที่ทำให้ตนเองมีความสมหวังกับสิ่งที่ทำได้ และข้อสำคัญคือถ้ารู้จักทำตนเองให้ทุกข์น้อยก็จะนำมาซึ่งความสำเร็จที่มีความสุข ผู้เขียนขอแสดงข้อคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่อาจนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคตดังต่อไปนี้

1.การตั้งเป้าหมายหรือการตั้งความหวังถูกต้องหรือไม่

การดำรงชีวิตของแต่ละคนจะมีความหมายคงจะต้องมีความหวังในชีวิตควบคู่กันไปโดยทั่วไประดับความหวังในแต่ละวัยอาจแตกต่างกัน แต่อย่างน้อยที่สุดก็คงหวังให้มีอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้และมีความก้าวหน้า โดยมีฐานะระดับหนึ่งในสังคม

ดังนั้น การตั้งเป้าหมายหรือตั้งความหวังต้องไม่สูงเกินไปหรือยากเกินไปกว่าความสามารถของตนเองที่จะทำได้ และต้องสอดคล้องกับความเป็นไปได้ในช่วงเวลาที่ตั้งใจ

เช่น ถ้าตั้งใจจะมีอาชีพเป็นแพทย์หรือวิศวกรคงต้องทราบพื้นฐานของอาชีพนั้นๆ ว่าต้องมีทักษะอย่างไรโดยเฉพาะอาชีพข้างต้นคงจะต้องมีทักษะการคิดวิเคราะห์ที่เป็นระบบและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง ดังนั้น ถ้าขาดทักษะดังกล่าวก็อาจจะอยู่ในอาชีพนั้นอย่างมีความสุขได้ยาก ข้อสำคัญคือ ต้องรู้จักประเมินศักยภาพของตนเองว่ามีความสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการหรือไม่ กล่าวคือ ศักยภาพที่แท้จริงของตนเองมีมากหรือน้อยในด้านใดบ้าง

2.การมีกระบวนการที่ยืดหยุ่นเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย

การจะทำอะไรให้ได้เป้าหมายที่ต้องการคงต้องคำนึงถึงปัจจัยที่จะทำให้ได้เป้าหมายที่ตั้งไว้ ถ้าเป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นเป้าหมายที่สูงก็อาจต้องการระยะเวลาที่จะบรรลุถึงเป้าหมายตลอดจนปัจจัยหลายอย่างที่ต้องทำ

ดังนั้น การวางแผนที่ดีควรมีขั้นตอนที่ชัดเจนและควรกำหนดเวลาที่จะทำได้ในแต่ละขั้นตอน

เมื่อเริ่มดำเนินการบางขั้นตอนอาจมีอุปสรรคบางประการจึงควรมีการยืดหยุ่นในแง่ของกำหนดการตลอดจนผลลัพธ์ที่คาดหวัง ซึ่งอาจจำเป็นต้องมีการปรับแผนการดำเนินการเป็นระยะให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

3.การพัฒนาศักยภาพภายในของตนเองอย่างสม่ำเสมอ

สิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้ในการดำเนินการเรื่องใหญ่คือ ปัญญา ซึ่งหมายถึง ความรอบรู้ ความรู้ทั่ว การจะเกิดปัญญาได้คงจะต้องมีสมาธิ ซึ่งหมายถึง ภาวะจิตมั่นคง จิตแน่วแน่ การฝึกสมาธิมีหลายรูปแบบซึ่งคงมีผลลัพธ์ที่จะทำให้ผู้ฝึกสมาธิมีความสงบในจิตใจเพื่อให้ใช้ภาวะที่เกิดศักยภาพสูงในความคิดสร้างสรรค์ทางด้านต่างๆ ที่ต้องการ

การฝึกสมาธิที่ง่ายที่สุดคือ การสวดมนต์โดยเฉพาะบทสวดมนต์ที่ซึ่งมีคำสวดที่มีความมุ่งหมายดี 

เช่น บทเมตตาพรหมะวิหาระภาวนา (มหาเมตตาใหญ่) ซึ่งเป็น ?บทบันทึกเรื่องราวและบทพระธรรมเทศนาที่สำคัญตอนหนึ่งของพระพุทธเจ้า ซึ่งถูกจารึกไว้ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 31 หน้าที่ 34 ชื่อ ?เมตตากถา?? บทยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก และบทพระคาถาชินบัญชร เป็นต้น การที่จะมีสมาธิได้คงจะต้องมีศีลซึ่งโดยทั่วไปก็ควรถือศีล 5 ให้ได้ เพื่อให้เป็นคนที่มีระเบียบวินัยในการดำรงชีวิต มีจริยธรรมที่ดีงามและไม่ขัดต่อวัฒนธรรมอันดีงามของสังคม

4.การหาตัวแบบที่ตนเองชื่นชม

การมีตัวแบบที่ดีทำให้การดำเนินการต่างๆ มีแนวปฏิบัติที่ดีและมีโอกาสพลาดน้อยลงเพราะแนวปฏิบัติที่ดีได้ผ่านการดำเนินการที่เหมาะสมมาแล้ว ผู้เขียนก็มีตัวแบบของบุคคลที่ควรเคารพนับถือและยึดเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตตลอดจนวิธีการทำงานซึ่งคงขออนุญาตเอ่ยนามท่านในที่นี้ คือ ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา อดีตนายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์เป็นบุคคลที่มีจิตใจเมตตากรุณาและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โดยเฉพาะมีวิธีการทำงานที่โยงหลักการทางพระพุทธศาสนาจึงทำให้ผู้ร่วมงานเข้าใจงานต่างๆ อย่างแจ่มแจ้ง การตัดสินใจแก้ปัญหาก็ทำด้วยความสุขุมรอบคอบ และมองประเด็นต่างๆ ทุกแง่มุม จึงทำให้ผลการดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์อย่างแยบยล

5.การศึกษาธรรมะ

คนไทยเป็นคนโชคดีที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งความโชคดีจะให้ผลดีในการดำเนินชีวิตคงจะต้องเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับอริยสัจสี่ ซึ่งได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พุทธศาสนิกชนพึงเข้าใจว่าความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา ชีวิตของเราจะมีความสุขตามอัตภาพถ้ารู้จักทำให้ทุกข์ลดลง กล่าวคือ ต้องมีความเข้าใจว่าความทุกข์เกิดจากการเกิด แก่ เจ็บ และตาย จึงต้องทำใจให้ตระหนักเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเป็นประจำว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ส่วนสมุทัย คือ เหตุของการเกิดทุกข์นั้นเกิดจากความโลภ ความโกรธ และความหลง ซึ่งในสังคมไทยที่มีปัญหามากก็เกิดจากการไม่รู้จักพอ ผู้รับผิดชอบจึงควรเน้นการปลูกฝังแนวความคิดที่ดีให้กับเยาวชน ไม่ใช่เน้นพิธีกรรมมากเกินไป การจะดับทุกข์ได้คงต้องยึดหลักของ นิโรธ ซึ่งได้แก่ การละความโลภ ความโกรธ และความหลง ซึ่งถ้าเป็นคนที่ฝึกฝนตนเองดีด้วยการฝึกสมาธิก็อาจควบคุมตนเองในเรื่องเหล่านี้ได้มากขึ้น ส่วนการปฏิบัติให้ถึงการดับทุกข์คงต้องเข้าใจและยึดหลักเรื่อง มรรคแปดในการดำรงชีวิต ผู้อ่านจะเห็นได้ว่าถ้ามีความเข้าใจในสาระที่สำคัญของอริยสัจสี่ก็จะมีสติคิดได้ว่า ชีวิตของคนทุกคนมีขึ้นมีลง ไม่มีอะไรที่แน่นอนจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

6.การทำบุญสม่ำเสมอ

คนทุกคนมีกรรมเก่าในอดีต บางคนจะไม่ค่อยมีอุปสรรคในการดำรงชีวิตมากนัก เพราะคงทำกรรมดีในอดีตและไม่ทำสิ่งไม่ดีในปัจจุบัน แต่บางคนอาจมีอุปสรรค่อนข้างมากหรือมีฐานะไม่ดีนัก อาจเป็นเพราะผลกรรมในอดีต ผู้เขียนเข้าใจว่าไม่มีใครแน่ใจว่าทำอะไรมาแล้วบ้างในแต่ละชาติ ยกเว้นผู้ที่ระลึกชาติเดิมได้เท่านั้น สิ่งที่ควรทำในชาตินี้ก็คือ การทำแต่ความดีเท่าที่ควรจะทำได้ ทั้งตามที่มีหน้าที่รับผิดชอบหรือนอกเหนือจากความรับผิดชอบ การทำบุญคือการรู้จักให้ ซึ่งน่าจะหมายถึง การให้ด้วยความเต็มใจ จึงน่าจะเป็นผลดีต่อผู้ให้และผู้รับ การแผ่เมตตาด้วยการกรวดน้ำหรือการสวดมนต์ก็อาจทำให้จิตใจของผู้ทำละได้ซึ่งความโลภ ความโกรธ และความหลงชั่วขณะหนึ่ง ถ้าทำบ่อยๆ ก็ทำให้การควบคุมจิตใจไม่ให้เกี่ยวข้องกับความโลภ ความโกรธ และความหลงนั้นดีขึ้น ซึ่งบทสวดมนต์บทหนึ่งที่ให้อานิสงส์ 11 ประการแก่ผู้ปฏิบัติ คือบทเมตตาพรหมะวิหาระภาวนา (มหาเมตตาใหญ่) 

สิ่งที่เยาวชนควรตระหนักให้มากคือ การทำดีให้ได้ผลดีมีองค์ประกอบ 3 อย่างคือ 1.ถูกดี ซึ่งหมายถึงถูกต้องตามระเบียบแบบแผนหรือขั้นตอน 2.ถึงดี ซึ่งหมายถึง การทำดีต้องมีมากพอหรือตรงจุดที่ต้องการ เช่น การขยันอ่านให้มากและลึกซึ้งในส่วนที่ต้องพิจารณาให้ลึกซึ้ง และ 3.พอดี 

ซึ่งหมายถึงดี รู้จักจังหวะจะโคน รู้จักกาลเทศะ

ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้คงให้ข้อคิดบางประการต่อผู้อ่าน ซึ่งอาจยึดเป็นวิถีชีวิตที่ปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

ผู้เขียนมีความเชื่อว่า บุคคลใดซึ่งมีความคิดที่จะพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอก็น่าจะมีชีวิตที่สดใสในอนาคต และผู้เขียนหวังว่าคนไทยคงจะช่วยกันจรรโลงศาสนาพุทธให้สมกับเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี


มติชน 9 ตุลาคม 2555 โดย ธีระพร วีระถาวร