วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

"การบริหารสมองเป็น 2 เท่า ด้วย Brain Activation"

ารบริหารสมอง หมายถึง การบริหารร่างกายในส่วนที่สมองควบคุมโดยเฉพาะกลุ่มเส้นประสาท Corpus Callosum ซึ่งเชื่อมสมอง 2 ซีกเข้าด้วยกันให้ประสานกัน แข็งแรงและทำงานคล่องแคล่วอันจะทำให้การถ่ายโยงข้อมูลและการเรียนรู้ของสมอง 2 ซีกเป็นไปอย่างสมดุลเกิดประสิทธิภาพและยังช่วยให้เกิดความผ่อนคลายความตึง เครียด ทำให้สภาพจิตใจเกิดความพร้อมที่จะเรียนรู้ เกิดความจำทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีอารมณ์ขันเพราะคลื่นสมอง (Brain Wave) จะลดความเร็วลงคลื่นเบต้า (Beta) เป็น อัลฟา (Alpha) ซึ่งเป็นสภาวะที่สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด




1. การบริหารปุ่มสมอง
ใช้มือขวาวางบริเวณที่ใต้กระดูกคอและซี่โครงของกระดูกอก หรือที่เรียกว่าไหปลาร้าจะมีหลุมตื้นๆ บนผิวหนังใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ คลำหาร่องหลุ่มตื้นๆ 2 ช่องนี้ซึ่งห่างกันประมาณ 1 นิ้วหรือมากกว่านี้ขึ้นอยู่กับขนาดร่างกายของแต่ะละคนที่มีขนาดไม่เท่ากัน ให้นวดบริเวณนี้ประมาณ 30 วินาที และให้เอามือซ้ายวางไปที่ตำแหน่งสะดือ ในขณะที่นวดปุ่มสมองก็ให้กวาดตามองจากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้ายและจากพื้นขึ้นเพดาน
ประโยชน์ของการบริหารปุ่มสมอง
-เพื่อกระตุ้นระบบประสาทและเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองให้ดีขึ้น
-ช่วยสร้างให้ระบบการสือสารระหว่างสมอง 2 ซีกที่เกี่ยวกับการพูด การอ่าน การเขียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น


การบริหารปุ่มสมอง
ใช้มือซ้ายวางบริเวณที่ใต้กระดูกคอและซี่โครงของกระดูกอก หรือที่เรียกว่าไหปลาร้าจะมีหลุมตื้นๆ บนผิวหนังใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ คลำหาร่องหลุ่มตื้นๆ 2 ช่องนี้ซึ่งห่างกันประมาณ 1 นิ้วหรือมากกว่านี้ขึ้นอยู่กับขนาดร่างกายของแต่ะละคนที่มีขนาดไม่เท่ากัน ให้นวดบริเวณนี้ประมาณ 30 วินาที และให้เอามือขวาวางไปที่ตำแหน่งสะดือ ในขณะที่นวดปุ่มสมองก็ให้กวาดตามองจากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้ายและจากพื้นขึ้นเพดาน
ประโยชน์ของการบริหารปุ่มสมอง
-เพื่อกระตุ้นระบบประสาทและเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองให้ดีขึ้น
-ช่วยสร้างให้ระบบการสือสารระหว่างสมอง 2 ซีกที่เกี่ยวกับการพูด การอ่าน การเขียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น



ปุ่มขมับ
1.ใช้นิ้วทั้งสองข้างนวดขมับเบาๆวนเป็นวงกลม ประมาณ 30 วินาที ถึง 1 นาที
2.กวาดตามองจากซ้ายไปขวา และจากพื้นมองขึ้นไปที่เพดาน

ประโยชน์ของการนวดปุ่มขมับ
-เพื่อกระตุ้นระบบประสาทและเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วนการมองเห็นให้ทำงานดีขึ้น
-ทำให้การทำงานของสมองทั้ง 2 ซึก ทำงานสมดุลกัน



ปุ่มใบหู 
1.ให้นิ่วหัวแม่มือกับนิ้วชี้จับที่ส่วนบนสุดด้านนอกของใบหูทั้ง 2 ข้าง
2.นวดตามริมขอบนอกของใบหูทั้ง 2 ข้างพร้อมๆกันให้นวดไล่ลงมาจนถึงติ่งหู
เบาๆ ทำซ้ำหลายๆครั้ง ควรทำท่านี้ก่อนอ่านหนังสือเพื่อเพิ่มความจำและมีสมาธิมากขึ้น

ประโยชน์ของการนวดใบหู
-เพื่อกระตุ้นเส้นเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงสมองส่วนการได้ยินและความจำระยะสั้นให้ดีขึ้น
-สามารถเพิ่มการรับฟังที่เป็นจังหวะได้ดีขึ้น




2.การเคลื่อนไหวสลับข้าง (Cross Crawl)
ท่าที่ 1 นับ 1-10
ประโยชน์ของการบริหารท่านับ 1-10
-เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อมือให้ประสานกัน เพื่อไม่ให้เกิดอาการนิ้วล็อค
-เพื่อกระตุ้นสมองที่มีการสั่งการให้เกิดความสมดุลทั้งซ้าย-ขวา
-เพื่อกระตุ้นความจำ



ท่าที่ 2 จีบ L

1.ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาให้มือขวาทำท่าจีบ โดยใช้นิ้วหัวแม่มือประกบกับนิ้วชี้ส่วนนิ้วอื่นๆให้เหยียดออกไป
2.มือซ้ายให้ทำเป็นรูปตัวแอล (L) โดยให้กางนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ออกไป ส่วนนิ้วที่เหลือให้กำเอาไว้
3.เปลี่ยนเป็นจีบด้วยมือซ้ายบ้างทำเช่นเดียวกับข้อที่ 1 ส่วนมือขวาก็ทำเป็นรูปตัวเเอล (L)เช่นเดียวกับข้อ 2
4.ให้ทำสลับกันไปมา 10 ครั้ง

ประโยชน์ของการบริหารท่าจีบซ้าย-ขวา
-เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อมือให้ประสานกัน เพื่อไม่ให้เกิดอาการนิ้วล็อค
-เพื่อกระตุ้นสมองเกี่ยวกับการสั่งการให้สมดุลย์ให้มีการเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว
-เพื่อกระตุ้นการทำงานความสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา



ท่าที่ 3 โป้ง-ก้อย
1.ยกมือทั้งสองข้างให้มือขวาทำท่าโป้งโดยกำมือและยกหัวแม่มือขึ้นมา ส่วนมือซ้ายให้ทำท่าก้อย โดยกำมือและเหยียดนิ้วก้อยชี้ออกมา
2.เปลี่ยนมาเป็นโป้งด้วยมือซ้ายและก้อยด้วยมือขวา
3.ให้ทำสลับกันไปมา 10 ครั้ง

ประโยชน์ของการบริหารท่าจีบโป้ง-ก้อย
-เพื่อกระตุ้นการสั่งการของสมองให้สมดุลทั้งซีกซ้ายและซีกขวา
-เพื่อกระตุ้นสมองส่วนการคิดคำนวณกะระยะ
-เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อหัวไหล่เกิดการติดยึด




ท่าที่ 4 แตะจมูก-แตะหู
1.มือขวาไปแตะที่หูซ้าย ส่วนมือซ้ายให้ไปแตะที่จมูก (ลักษณะมือไขวักัน)
2.เปลี่ยนมาเป็นมือซ้ายแตะที่หูขวา ส่วนมือขวาไปแตะที่จมูก (ลักษณะมือไขวักัน)

ประโยชน์ของการบริหารท่า แตะจมูก-แตะหู
-ช่วยให้มองเห็นภาพด้านซ้ายและขวาดีขึ้น





ท่าที่ 5 แตะหู
1.มือขวาอ้อมไปที่หูซ้าย ส่วนมือซ้ายอ้อมไปจับหูขวา
2.เปลี่ยนมาเป็นมือซ้ายอ้อมไปจับหูขวาส่วนมือขวาอ้อมไปจับหูซ้าย

ประโยชน์ของการบริหารท่าโป้ง-ก้อย,แตะจมูก-แตะหู,แตะหู
-เพื่อกระตุ้นการสั่งการของสมองให้สมดุลทั้งซีกซ้ายและซีกขวา
-เพื่อกระตุ้นสมองส่วนการคิดคำนวณกะระยะ
-เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อหัวไหล่เกิดการติดยึด



3.การผ่อนคลาย
ยื่นใช้มือทั้ง 2 ข้างประกบกันในลักษณะพนมมือเป็นรูปดอกบัวตูม โดยให้นิ้วทุกนิ้วสัมผัสกันเบาๆพร้อมกับหายใจเข้า-ออก ทำท่านี้ประมาณ 5-10 นาที

ประโยชน์ของการบริหารท่าผ่อนคลาย
-ทำให้เกิดสมาธิเป็นการเจริญสติ

อ. สุพัชรา ซิ้มเจริญ
ที่มา : doctor.or.th 


วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

กิจกรรมการวาดภาพแบบ Automatism


กิจกรรมการวาดภาพแบบ Automatism เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ผู้เขียนมักจะให้เด็กๆ ได้ทดลองทำและวาดกันอยู่เสมอๆ เป็นการฝึกทักษะความสัมพันธ์กันระหว่างสายตา, สมาธิ และมือ เป็นอยางมาก โดยเวลาวาดก็ควรให้เด็กๆ จ้องมองไปที่หุ่นที่ต้องการจะวาด และหุ่นก็ไม่ควรที่จะยากจนเกินไปสำหรับเด็กๆ อาจจะเป็นกล่องรูปทรง และขนาดที่ต่างๆ กัน ตุ๊กตา โคมไฟ แจกัน หรือผลไม้

เวลาที่เด็กๆ วาด ก็ควรจะให้เด็กมีสมาธิ จิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่จะวาด สายตาจับจ้องอยู่กับหุ่นที่เป็นแบบนั้นๆ โดยที่ไม่ก้มลงมองกระดาษเลย ส่วนมือก็ควรวาดไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องยกดินสอ ปล่อนให้เส้นที่วาดนั้นลื่นไหลออกมาจากภายใน และมือนั้นไม่ต้องเกร็ง เคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระ ที่สำคัญไม่ควรวัดผลจากภาพว่าวาดได้เหมือนต้นแบบไหม แต่ให้ดูว่าเส้นของเด็กๆ ออกมาเป็นอย่างไรมากกว่า

เป็นกิจกรรมง่ายๆ ทางศิลปะอย่างหนึ่งที่ผู้ปกครองสามารถนำไปให้เด็กๆ ทดลองทำกันได้เพื่อเป็นการฝึกความสัมพันธ์กัน ระหว่างสายตา สมาธิ และมือ

ครูช้าง
เชียงใหม่ 2556

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สีน้ำ หรือสีไม้ดี?


หลายๆ ครั้งที่ผู้ปกครอง. นักเรียน หรือใครอีกหลายๆ คน มักจะสอบถามจากผู้เขียนอยู่เสมอๆ ว่า ระหว่าง "สีน้ำ" กับ "สีไม้" เราเลือกใช้สีอะไรดีกว่ากัน ซึ่งผู้เขียนพอจะอธิบายได้เป็นสังเขปดังต่อไปนี้นะครับ

"สีไม้" จะมีความทึบแสงมากกว่า "สีน้ำ" เป็นสีที่มีลักษณะแห้ง สามารถระบายซ้ำๆ รอยเดิมได้โดยที่สีไม่หม่น เนื้อสีเรียบ สามารถสร้างมิติของภาพได้ด้วยเทคนิคของการระบายของแต่ละคน มีเส้นที่คมชัดมากกว่า  ส่วน "สีน้ำ"  จะมีความโปร่งแสงมากกว่า จึงทำให้ดูสดใส สมจริง มีชีวิตชีวา เป็นสีที่ต้องใช้น้ำผสม แต่ก็สามารถแห้งได้ในระยะเวลาอันสั้น

ข้อต่อมา "สีไม้" พกพาสะดวก เพราะมีแค่สีไม้เพียงกล่องเดียว ก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้แล้ว แต่ถ้าหากเป็น "สีน้ำ" หล่ะก็ เราจะต้องเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ "สีน้ำ" มากมาย เช่น กระป๋องน้ำ, พู่กัน, จานสี อะไรอย่างนี้เป็นต้น

ส่วนในเรื่องของการระบายสีนั้น เนื่องจากว่า "สีไม้" เป็นสีที่มีเส้นเล็ก จึงจำเป็นจะต้องระบายสีทับกันหลายๆ ครั้ง  "สีไม้" ไม่สามารถผสมสีได้โดยตรงจากเนื้อสี แต่จะใช้วิธีระบายสีต่างๆ ทับกันเพื่อให้เกิดการผสมสีให้เป็นสีใหม่ขึ้นอย่างที่เราต้องการ  แต่สำหรับ "สีน้ำ" แล้ว ก็ใช้น้ำผสมกับเนื้อสีตามที่เราต้องการ ก็สามารถใช้พู่กันระบายสีลงไปบนกระดาษได้เลย  แต่ไม่ควรระบายสีทับกันหลายๆ ครั้ง เพราะจะทำให้กระดาษเปื่อยยุ่ย และสีจะหม่นไม่สดใส ที่บางคนเรียกว่า "สีเน่า"  และข้อดีของ "สีน้ำ" ก็คือ สามารถผสมสีจากเนื้อสีได้โดยตรงได้เลยอย่างที่เราต้องการ ก่อนจะนำไประบายลงบนกระดาษ

ส่วนใครจะถามต่อว่า แล้วสีอะไรดีกว่าสีอะไร ผู้เขียนคงตอบไม่ได้ เพราะคุณสมบัติของสีทั้งสองชนิดนี้ แตกต่างกันอยู่แล้ว มันขึ้นอยู่กับว่าผู้สร้างสรรค์งานต้องการจะนำเสนออะไร ในรูปแบบไหน และสีชินดใดจะสื่อจินตนาการของเราได้ตรงใจที่สุด หรือว่า สีอะไรสวยกว่าสีอะไร อันนี้ก็ตอบยากเช่นเดียวกัน อยู่ที่ว่าเทคนิคการสร้างสรรค์ของแต่ละคนมีประสบการณ์และนำเสนออย่างไร

โดยรวมๆ แล้วทั้ง "สีน้ำ" หรือ "สีไม้" ก็สามารถนำไปใช้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้อย่างกินกันไม่ลงอยู่แล้ว มันอยู่ที่ว่าเราจะเลือกใช้สีประเภทไหน เราจะสื่อสารอะไรกับคนดู และเราจะใช้เทคนิคอะไรที่เราสร้างสรรค์เพื่อสื่อสารกับคนดูต่างหาก

ครูช้าง
เชียงใหม่ 2556

ประโยชน์เล็กๆ ของศิลปะเด็ก


ผู้ปกครองหลายๆ คนอาจจะเคยสังเกตุเห็นบุตรหลานของตนเองเวลาวาดรูประบายสี ปั้นดินน้ำมัน หรือประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ นั้น บางทีผู้ใหญ่อย่างเราๆ ก็อาจจะไม่เข้าใจว่าเด็กๆ กำลังทำอะไร หรือบางทีอาจจะมองว่า เด็กๆ เหล่านั้นกำลังเล่นอยู่ก็ได้ ดังเช่นผู้เขียนเองในวัยเด็ก ก็มักจะถูกคุณพ่อ คุณแม่ หรือคุณครู ตำหนิอยู่เสมอๆ ว่าไม่ตั้งใจเรียน ไม่อ่านหนังสือ ไม่ทำการบ้าน วันๆ เอาแต่นั่งวาดรูปเล่น อะไรอย่างนี้เป็นต้น



แต่ผู้ปกครองโปรดทราบเถิดว่านั่น เด็กๆ เขากำลังสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอยู่  ถึงแม้ว่าศิลปะของเด็กๆ นั้นอาจจะแตกต่างไปจากศิลปะของผู้ใหญ่ แต่เด็กๆ เขาจะมีมุมมองศิลปะในแบบของเขาเอง สามารถใส่จินตนาการต่างๆ เข้าไปได้อย่างเต็มที่ในผลงานของเขา อย่างที่เขาต้องการ แม้ว่าบางครั้งผู้ใหญ่อย่างเราๆ ก็มองไม่ออกเลยว่าสิ่งที่เด็กๆ กำลังวาดอยู่นั้น มันคือรูปอะไร

เป็นเพราะว่าเด็กๆ เขาไม่ได้ใส่ใจในเรื่องของรายละเอียด ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องของความเหมือนจริง หรือสีสันต่างๆ ที่ต้องเหมือนจริง แต่ศิลปะที่พวกเขากำลังทำอยู่นั้น คือ "จินตนาการจากความคิดของพวกเขานั่นเอง" และผู้ปกครองก็ไม่ควรไปชี้นำ ตำหนิ หรือให้เด็กๆ ลงสี ลงรายละเอียดต่างๆ ตามความเป็นจริงในสายตาของผู้ใหญ่ เพราะในขณะที่เด็กๆ กำลังสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของพวกเขาอยู่นั้น เด็กๆ เขาจะปลดปล่อยพลังจินตนาการต่างๆ ทางความคิดของเขา  และถ้าเด็กๆ ได้รับการส่งเสริม ได้รับการเรียนศิลปะที่ถูกต้องแล้วนั้น ก็จะทำให้เด็กๆ มีจินตนาการเพิ่มมากขึ้น มีทักษะทางด้านศิลปะเพิ่มมากขึ้น และสามารถสื่อสารจินตนาการ ความคิด ผ่านผลงานที่เด็กๆสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่



ในขณะที่เด็กๆ กำลังสร้างสรรค์ผลงานอยู่นั้น เด็กๆ ยังได้ฝึกการจัดระเบียบทางความคิด ร่างกาย มีพัฒนาทักษะทางด้านการวางแผนเพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ได้ฝึกสมาธิ ประสาทสัมผัสส่วนต่างๆ ให้ทำงานสัมพันธ์กัน ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก และนิ้วมือเล็กๆ ให้ทำงานและมีความทนทานใน มีกำลังในการหยิบจับสิ่งของต่างๆ  เคยมีผู้ปกครองหลายๆ คนได้บอกกับผู้เขียนว่า พอเอาลูกมาเรียนศิลปะไปสักระยะหนึ่งแล้ว จะเห็นได้เลยว่าพัฒนาการด้านการหยิบจับ หรือการเขียนหนังสือตะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ลายมือสวยขึ้น เป็นระเบียบมากขึ้น สมารถเขียนหนังสือได้นานขึ้น



และที่สำคัญคือ เด็กๆ ได้ฝึกความรับผิดชอบ ที่จะต้องสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองให้สำเร็จ ซึ่งสารถนำไปบูรณาการประยุกต์ใช้กับวิชาเรียนอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี  เมื่อผลงานเสร็จแล้ว เด็กๆ ก็จะมีความภูมิใจในผลงานของตนเอง มีความภาคภูมิใจในตัวเอง


นี่แหล่ะครับ ประโยชน์เล็กๆ ในการสร้างผลงานศิลปะของเด็กๆ ที่จะมีผลมากมายต่อตัวเด็กเองในตอนโต นั่นก็ล้วนมาจากความเข้าใจ การสนับสนุน และส่งเสริมเพื่อให้เกิดการเรียน พัฒนาการทางด้านจินตนาการ ทักษะต่างๆ จากผู้ปกครองและคุณครูนั่นเอง

ครูช้าง
เชียงใหม่ 2556

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ทำไมต้องศิลปะ


เคยมีคนถามผู้เขียนหลายครั้งมากว่า "ทำไมต้องเรียนศิลปะ ไม่เห็นมีความจำเป็นอะไรเลย" แต่จริงๆ แล้ว "ศิลปะ" นั้นเกี่ยวข้องกับผู้คนและในชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่ตื่นนอนยังหลับตา ตั้งแต่เกิดจนตาย

แต่อาจจะเป็นเพราะว่า "ศิลปะ" นั้นอยู่กับชีวิตประจำวันของเรา และใกล้ตัวเราจนบางครั้งเราอาจะลืมเลือนกันไป และหลายๆ คนก็มองเห็นว่า "ศิลปะ" นั้นไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับการเรียน หรือกับชีวิต สู้วิชาหลักๆ อย่างเช่นคณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, ภาษาอังกฤษ ฯลฯ ไม่ได้ เพราะเป็นวิชาที่เด็กๆ จะต้องใช้ในการแข่งขันทางด้านการศึกษา ก็ควรที่จะทุ่มเท และผลักดันวิชาต่างๆ เหล่านั้นให้ได้คะแนนดีๆ

ดังนั้นความละเอียดอ่อนในทางจิตวิญญาน, จินตนาการ และการมองโลกในแง่ดีด้วยความบริสุทธิ์ โลกที่สวยงามของเด็กๆ ก็จะค่อยๆ เลือนหายไป โดยปัจจัยภายนอกต่างๆ เข้ามารุมเร้า รวมไปถึงการแข่งขันต่างๆ กันตั้งแต่เด็กๆ จนเด็กหลายๆ คนเริ่มสูญเสียจินตนาการ เริ่มสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองและการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมภายนอก และเริ่มห่างเหินจากตัวตนของตนเองออกไปเรื่อยๆ


"ศิลปะ" จะทำให้คนเริ่มหันกลับมามองภายในของตนเอง และเริ่มจิตใจละเอียดอ่อน เกิดความคิด จินตนาการ และการมองสิ่งต่างๆ ด้วยหัวใจ และสายตาที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น จนเคยมีคนกล่าวว่า "การวาดภาพ ระบายสี หรือขีดเขียนเส้นสาย ลวดลายต่างๆ นั้นช่วยจรรโลงจิตใจ ช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์ ทำให้จิตใจอ่อนโยน สงบ มีสมาธิ และไม่หยาบกระด้าง"

แม้แต่ในแง่มุมของทางวิทยาศาสตร์ ก็ได้มีการค้นพบว่า "การที่มนุษย์ได้วาดภาพหรือระบายสีนั้น เหมือนเป็นการกระตุ้นประสาททั้ง 5 ของมนุษย์ ทำให้เซลล์สมองนั้นมาเชื่อมต่อกันเป็นวงจรประสาท และเมื่อมีการเชื่อมต่อกันเป็นวงจร จัดระเบียบได้ดีขึ้น สมองก็จะมีประสิทธิภาพเพื่มขึ้นตามไปด้วย"


หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ในวัยทำงาน วันๆ ที่ต้องทำงาน เผชิญกับความเครียดต่างๆ ทั้งเรื่องงาน หรือผู้ร่วมงาน การทำงาน "ศิลปะ" จะช่วยสร้างสมาธิให้ดีขึ้น ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานประจำวัน ช่วยให้สร้างสรรค์ และปลดปล่อยจินตนาการได้อย่างไม่จำกัด อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาทักษะทางด้านกาย การใช้ระบบประสาทส่วนต่างๆ ให้สัมพันธ์กัน "ตาดู หูฟัง สมองคิด(ประมวลผล), และถ่ายทอดผ่านไปสู่มือ" เมื่อเกิดการผ่อนคลายของอารมณ์แล้ว สมองก็จะมีประสิทธิภาพในการคิดและจดจำ ลอดความเสียงของการเกิดโรคความจำเสื่อม ฟื้นฟูการใช้ระบบประสาทส่วนต่างๆ เกิดความเพลิดเพลิน ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ จนกระทั่งอาจจะก่อให้เกิดเป็นรายได้



ทำไมต้อง "ศิลปะ" ก็พอจะมีประโยชน์รวมๆ พอจะกล่าวได้ดังนี้ มีส่วนช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการใช้ชีวิต, การเรียน, การทำงาน, มีอารมณ์ดี, สุขภาพจิตดี และหากเราลองสังเกตุดูดีๆ ว่าความสำเร็จต่างๆ หลายอย่าง มักจะมีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเสมอๆ ดังคำกล่าวของ "ไอสไตน์" ที่กล่าวเอาไว้ว่า "จินตนาการนั้น สำคัญกว่าความรู้" รวมๆ ไปถึงการสร้างศักยภาพต่างๆ ในการเรียนรู้ และการแก้ปัญหาได้ดีขึ้น

ดังนั้นแล้ว ทั้งผู้ปกครอง, นักเรียน หรือผู้ที่ชื่นชอบในงาน "ศิลปะ" ก็ควรหาโอกาสทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับ "ศิลปะ" อาจจะฝึกฝนด้วยตนเอง หรือไปเรียนตามสถานที่เปิดสอนศิลปะต่างๆ เพื่อจะเป็นการช่วยดึงเด็กๆ รวมไปถึงผู้ปกครอง และตัวคุณ กลับเข้าไปความสงบทางจิตวิญญาน กลับเข้าสู่ภายในตัวตนของตนเอง หลังจากที่ได้ถูกเรื่องราวและสังคมรอบข้าง เหตุการณ์ต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเรามาบดบังความคิดและจิตใจอันเป็นอิสระของเรา  ดังคำกล่าวของ "ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี" กล่าวเอาไว้ว่า "ชีวิตนั้นสั้น แต่ศิลปะยืนยาว"


"ครูช้าง"
เชียงใหม่ 2556